Close
##[setQuiz]##
ตอบโลด

00:00

 
กำลังดำเนินการ กรุณารอสักครู่...

Find People


  •  
  •  
  •  
  •  

 

  •  
  •  
  •  
  •  

ผลการค้นหา

 



Following

2

Follower

20

ความดี0%
ความขยัน0%



Skoolbuz
Pleng
Zheza
จำฉันไว้ในระบบ ลืมรหัสผ่าน?
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

รายการย้อนหลัง

ขนมจีน - กุลมาศ ลิมปวุฒิวรานนท์
สัปดาห์นี้เราพาทุกคนมาพูดคุยกับนักร้องเสียงดีอย...
" บุกป่า ฝ่าไม้ " กับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
คณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดว่าเป็นคณะแ...
The Factory Studio & ArtHouse
 The Factory Studio  เป็นกลุ่มที่รวมแ...
โครงการศึกษาดนตรี กับ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม. มหิดล
Skoolbuz ขออาสาพาน้องๆ มารู้จักกับ MCGP โครงการ...
Uke Lesson @ Ribbee Ukulele
จากกระแส "อูคูเลเล่" ที่วัยรุ่นไทยนิย...
กลับไปที่ Open Eyes

Skool Idol : โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการตอนที่ 1

จากคอลัมน์ Skool Idol

หน้าหลัก » SkoolMag » Open Eyes » แพทย์รามาฯ กับว่าที่คุณหมอคนสวย "เจี๊ยบ ลลนา"

แพทย์รามาฯ กับว่าที่คุณหมอคนสวย "เจี๊ยบ ลลนา"

โดย SkoolMag.

ให้คะแนน
ชอบเรื่องนี้

คณะแพทยศาสตร์ เป็นหนึ่งในคณะที่ได้รับความนิยมตลอดมา Skoolbuz เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงเคยมีความฝันที่อยากเป็นคุณหมอ เป็นพยาบาล เพื่อที่จะได้ให้ความช่วยเหลือ ดูแลรักษาคนที่เจ็บป่วย แต่เพราะอาชีพหมอเป็นอาชีพที่ต้องอดทน เสียสละ และต้องมีความรับผิดชอบสูง อะไรที่ทำให้นางสาวไทยประจำปี 2549 อย่าง “เจี๊ยบ” ลลนา ก้องธรนินทร์ ถึงเลือกจะมาเรียนเพื่อเป็นหมอที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล วันนี้เจี๊ยบจะมาถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆ ของการเรียนว่า กว่าจะจบมาเป็นหมอรักษาคนไข้ได้นั้นต้องพบเจออะไรบ้าง ไปติดตามบทสัมภาษณ์ได้เลยจ๊ะ 


 

 
 

 

เจี๊ยบอยากจะเป็นหมอตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า

เคยมีความคิดตอนเด็กๆ ว่าอยากเป็นหมอ แต่พอขึ้นม.1 ก็ไม่อยากเป็นหมออีกเลย ตอนนั้นคิดอยากจะเป็นสัตวแพทย์หรือไม่ก็ทันตแพทย์ เคยอยากเป็นพยาธิด้วยนะคะ (หัวเราะ) แล้วก็อยากเป็นประมง ตอนนั้นไม่อยากเป็นแพทย์ เพราะเจี๊ยบรู้สึกว่ามันเกี่ยวกับชีวิตคน มันเหนื่อยแล้วต้องมายุ่งกับชีวิตคนอีก เดี๋ยวต้องไปรับผิดชอบคนนู้นคนนี้ เราจะเรียนไหวได้ไง ก็เลยแบบไม่เอาดีกว่าไม่อยากจะเป็นแพทย์


แล้วเริ่มอยากเป็นแพทย์ตอนเรียนชั้นไหน

อยากจะเป็นแพทย์จริงๆ ตอนอยู่ชั้น ม.5 ขึ้น ม.6 ค่ะ คือช่วงนั้นที่ศิริราชเค้ามีโครงการให้ไปฝึกงานเกี่ยวกับแพทย์ก่อน 10 วัน แล้วค่อยสอบตรงของที่นั่น ซึ่งตอนนั้นเจี๊ยบก็ยังไม่ได้อยากเป็นแพทย์นะคะ แต่เห็นคนอื่นเค้าสมัครกันแล้วก็อยากไปลองทำข้อสอบดู ก็เลยขอไปฝึกงานที่โรงพยาบาลแถวบ้านประมาณ 10 วัน พอวันแรกที่ไป มันเหมือนกับช่วยเปลี่ยนมุมมองของเจี๊ยบค่ะ คือเห็นคนป่วยเยอะมาก แล้วเรารู้สึกอยากจะช่วยเค้า นั่นคือจุดที่เปลี่ยนชีวิตเลยค่ะ


เจี๊ยบเตรียมตัวสอบยังไง

ตอนเด็กๆ เจี๊ยบไม่ใช่เด็กที่เรียนเก่ง เรียนเลขได้เกรด 0 ตอนม.1 วิทยาศาสตร์ก็ได้เกรด 2 เกรด 1 ซึ่งน้องๆ หลายคนอาจจะคิดว่าฉันเรียนไม่เก่ง จะเป็นหมอได้มั้ย แต่ถ้าเราตั้งใจว่าอยากจะทำอะไรจริงๆ เจี๊ยบเชื่อว่าทุกคนทำได้อยู่แล้ว อย่างเจี๊ยบตอนเด็กไม่เคยอ่านหนังสือ ก็ต้องเตรียมตัวมากกว่าคนอื่น แต่เราก็ต้องทุ่มเทกับสิ่งที่เราอยากจะเป็น เราก็อ่านหนังสือตามเพื่อนๆ ก็ช่วยกันติว และเจี๊ยบจะเน้นการอ่านหนังสือที่ให้น้ำหนักกับวิชาที่สำคัญ ให้เวลากับวิชาที่เปอร์เซ็นเยอะกว่า เราต้องรู้จักแบ่งความสำคัญของมัน


แล้วตอนปีที่เจี๊ยบสอบเข้าเป็นยังไงบ้าง

โดยส่วนตัวของเจี๊ยบนะคะ ที่สอบเข้าที่นี่ ของเจี๊ยบเป็นปีแรกเลยที่เปลี่ยนระบบเป็น O-Net และ A-Net แล้วเจี๊ยบก็สอบกับ กสพท. (กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์) ก็คือจะให้เลือกได้ 3 อันดับ จะมีสอบวิชาความถนัดของแพทย์ ประมาณ 40% ข้อสอบก็จะประมาณให้อ่านจับใจความ แล้วก็ให้เอามาทำแผนภูมิ แล้วบางทีก็ให้อ่านบทความดู แล้วอาจารย์ก็จะเก็บไปแล้วก็จะให้เรานั่งอยู่เฉยๆ แล้วซักพักนึงเค้าก็จะเอาคำถามมาถามเราว่าเมื่อกี้ที่อ่านไปมีคำถามตรงไหนบ้าง แล้วก็ต้องมาเก็บคะแนน A-Net ก็จะมีเลข ภาษาอังกฤษ สังคม ภาษาไทย  แต่ว่าเลขกับสังคม เอาเยอะ วิทยาศาสตร์ก็เอาเยอะ เปอร์เซ็นตรงนี้ก็จะสูง แล้วก็ต้องสอบ O-Net ให้ผ่านเกณฑ์ประมาณ 60 % ห้ามต่ำกว่านั้นถึงจะมีสิทธิสอบ

 

 


แล้วปัจจุบันคณะแพทย์สอบเข้ายังไง

ตอนนี้รับ 2 รอบค่ะ รอบนึงที่เป็นโควต้าของคณะก็คือ พวกโอลิมปิก แล้วก็อีกรอบนึงก็มาจาก กสพท. หรือ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ ที่เป็นคนจัดสอบของแพทย์โดยตรง ไม่เกี่ยวกับระบบ Admission ค่ะ


ตอนที่เรารู้ว่าสอบติดเป็นยังไงบ้างตื่นเต้น ดีใจมากแค่ไหน

ตอนที่รู้ว่าสอบติดก็รู้สึกดีใจมาก เพราะรู้สึกเหมือนกับจากเด็กที่เรียนไม่เก่งคนหนึ่งแล้วเราสามารถทำความฝันเป็นจริงได้แล้ว เป็นก้าวแรกที่เราสามารถเปิดประตูเข้ามาเป็นแพทย์ ถึงแม้เราอาจจะยังไม่ได้เป็นแพทย์ แต่ว่าก็เหมือนกับเป็นก้าวสำคัญในชีวิตที่เราได้เรียนตามความฝันเราค่ะ


ตอนที่เราสอบสัมภาษณ์เป็นอย่างไรบ้าง

สอบสัมภาษณ์จะมีอาจารย์หมอประมาณ 3 คน ก็จะสัมภาษณ์เราว่า เรามีความคิดเป็นยังไง แล้วก็จะมีข้อสอบเหมือนทดสอบสุขสภาพจิต มีประโยคให้เราเติมคำในช่องว่าง เป็นการทดสอบความคิดของเรา แล้วก็จะมีสอบสัมภาษณ์แยกอีกรอบนึงด้วยค่ะ

 

 

แสดงว่าสอบสัมภาษณ์ก็สำคัญมากเหมือนกัน

ถูกต้องค่ะ ทุกส่วนสำคัญเท่ากันหมด เจี๊ยบคิดว่าการเป็นหมอ ไม่ใช่ว่าเราต้องฉลาดอย่างเดียวแล้วเราจะเรียนได้ มันสำคัญที่ความเป็นคนของเรา  ไม่ใช่คนฉลาดทุกคนที่จะเป็นหมอได้


ในแต่ละชั้นปี นักศึกษาแพทย์ต้องเรียนอะไรบ้าง

ตอนเรียนชั้นปี 1 ก็ยังจะเหมือนตอน ม.ปลายค่ะ ก็จะมีเลข วิทยาศาสตร์ สังคม แล้วก็ภาษาอังกฤษ เป็นช่วงที่ได้ปรับตัวก่อน สบายๆ ไม่มีอะไรหนักมาก  พอปี 2 ก็จะเป็นวิชาหมอเลย เพราะเราก็จะได้รู้จัก "อาจารย์ใหญ่" (ผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์) คือจะได้เรียน Gross Anatomy คือได้ผ่าอาจารย์ใหญ่ เรียนรู้สรีระร่างกาย เรียนรู้ว่าอวัยวะต่างๆ ทำงานยังไง พอปี 3 เราก็จะเรียนรู้เรื่องพยาธิวิทยา  คือเรียนเกี่ยวกับกำเนิดโรคต่างๆ มีอะไรบ้าง แล้วก็เรียนเกี่ยวกับยา คือเราเรียนทุกอย่างเกี่ยวกับโรคและยาในการรักษา ซึ่งในชั้นปี 1, 2, และ 3 จะเรียกว่าชั้น Pre-Clinic ก็คือจะเรียนให้มีความรู้ก่อนที่เราจะขึ้นชั้น Clinic ก็คือชั้นปีที่ 4, 5, และ 6 ซึ่งตอนปี 1 เราจะเรียนกันที่ศาลายา พอปี 2 ปี 3 จะกลับมาเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ที่อยู่ข้างๆโรงพยาบาลรามาธิบดีค่ะ แล้วพอปี 4 ปี 5 ปี 6 เราก็จะได้มาเรียนในโรงพยาบาลรามาธิบดีกันเลย ได้เรียนรู้กับคนไข้ ได้เข้ามาซักประวัติ ตรวจร่างกาย คือทำทุกอย่างที่หมอจะต้องทำ จะเป็นเหมือนทีมการรักษา ซึ่งเราต้องมีการราวน์วอร์ด (การเข้าตรวจและติดตามคนไข้ในแผนก (ward) ต่างๆ) ซึ่งเราก็ต้องใช้เวลาทั้งหมดในการผ่านให้ครบทุกวอร์ด ไม่ว่าจะเป็นวอร์ดอายุรกรรม วอร์ดศัลย์ วอร์ดเด็ก นิติเวชเราก็ได้ผ่านประมาณปี 5 แล้วก็มีการออกไปต่างจังหวัดออกไปรักษาคนไข้จริงๆ


เจี๊ยบชอบวิชาไหนมากที่สุด

ภาควิชาที่เจี๊ยบชอบ คือ Fam Med (แฟมเมด : FM) ก็คือ Family Medicine ก็คือมันจะเป็นวิชาที่เกี่ยวกับการดูผู้ป่วยแบบองค์รวม เพราะเวลาเรารักษาคนไข้เราไม่ใช่รักษาแต่ตัวโรคหรือคนไข้แค่อย่างเดียว แต่มันเกี่ยวกับทั้งครอบครัว คือไม่ใช่ว่าคนนี้เป็นแค่ไข้หวัดให้ยาหวัด บางทีคนที่บ้านเป็นหรือเปล่า บางคนปวดหัว มันไม่ใช่ว่าเค้าเป็นจากทางกาย เค้าอาจจะมีความเครียดจากทางบ้าน อันนี้เค้าเรียกว่า Family Medicine เราดูแลคนไข้แบบองค์รวม ก็เป็นอีกสาขาหนึ่งที่เจี๊ยบชอบมาก

 

 

วิชาไหนที่ยากสุด

แต่ละวิชามันมีความยากง่ายเหมือนกันหมด แต่สำหรับของเจี๊ยบที่รู้สึกว่ายากคือ วอร์ดเด็กค่ะ เพราะว่าการเข้าถึงเด็กอาจจะยากหน่อย บางทีเราซักประวัติน้องเค้า เค้าบอกเราไม่ได้ เราต้องไปซักประวัติจากคุณพ่อคุณแม่ เราจะทำหัตถการต่างๆ เช่นฉีดยา เจาะเลือด เค้าก็จะร้องไห้ งอแง เราต้องใช้ความพยายามมากกว่าผู้ใหญ่ บางทีเด็กเห็นคนใส่ชุดขาวมาก็กรี๊ดแล้ว


สำหรับเจี๊ยบคิดว่า การเรียนแพทย์เป็นอย่างไร

เป็นเรื่องความรับผิดชอบค่ะ ไม่ใช่ความรับผิดชอบเล็กๆ แต่มันรับผิดชอบชีวิตของคนเลย ไม่ใช่แค่ชีวิตเขาคนเดียวแต่ว่าครอบครัวของเค้าด้วย เราต้องแบกรับความหวังของทุกคนไว้ ซึ่งต้องอาศัยทั้งการตัดสินใจและความรับผิดชอบที่ดี เวลาเราทำอะไร เราต้องนึกถึงคนอื่นเสมอ ไม่ใช่นึกถึงแค่ความสบายของตัวเอง อย่างเช่นครั้งนึงตอนอยู่เวร ที่เรามีหน้าที่ต้องเจาะน้ำตาลคนไข้ ซึ่งเจี๊ยบก็จะนอนก่อนที่จะขึ้นเวร เพราะรู้สึกเหนื่อยมาก แต่พอใกล้เวลาเวร มันก็มีความคิดอยากจะนอนหลับไปเลย เพราะเหนื่อยมาก แต่เราก็มีอีกความคิดหนึ่งคือ เราต้องรับผิดชอบนะ ถ้าเกิดน้ำตาลเขาขึ้นมาแล้วไม่ได้รายงานพี่เขา แล้วคนไข้จะเป็นยังไง เราก็ต้องลุกขึ้นมาแล้วก็ไปตรงนั้น เจี๊ยบว่ามันเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญที่ทุกคนต้องมีค่ะ เพราะว่าการอ่านหนังสือหนัก การเรียนหนัก เจี๊ยบว่าทุกคนทำได้อยู่แล้ว แต่ว่าความรับผิดชอบเป็นสิ่งที่สำคัญ


เรียนหนักแล้ว ที่นี่มีกิจกรรมสนุกๆ อะไรบ้าง

เรื่องสนุกๆ ของคณะแพทย์มีเยอะมาก ที่ทุกคนคิดว่าแพทย์ต้องเรียนเครียด ทุกคนต้องขรึมต้องเครียดกันหมด แต่ขอยืนยันได้เลยว่าสนุกจริงๆ ตั้งแต่ปีหนึ่งก็จะมีกิจกรรมรับน้องกัน เป็นกิจกรรมที่เด่นของที่นี่เลย แล้วตอนไปอยู่ที่ศาลายา เราก็มีปั่นจักรยานกันด้วย พอกลับเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ก็จะมีกิจกรรมละครเวที ค่ะ เรียกว่า  " Rama D’RAMA"  (รามาดราม่า) พี่ปี 3 ก็จะให้น้องๆ ปี 2 ขึ้นมาเป็นนางเอกพระเอก รายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย  ก็สมทบทุนอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์    ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดีมาก พวกเราจะจัดการเองทั้งกำกับ เขียนบท ทำฉากทุกอย่างกันเองหมดเลย รวมถึงการหาสปอนเซอร์ พวกเราก็หากันเองด้วย ก็เป็นกิจกรรมที่ภูมิใจมาก

 

 

เรียนแพทย์มีวิธีการสอบแบบไหนที่เราว่าโหดสุด สนุกสุด

ตอนปีสองก็จะมี "แล็ปกริ๊ง" ค่ะ เป็นการสอบกับอาจารย์ใหญ่เป็นฐานๆ  เช่นว่าฐานนี้มีแขนอาจารย์ใหญ่ผูกเส้นเอ็นเส้นนึง แล้วก็ให้บอกว่าเส้นเอ็นเส้นนี้นี้ชื่อว่าอะไร แล้วอาจารย์ก็จะจับเวลาในแต่ละฐาน พอหมดเวลาก็จะมีเสียงกริ๊งดังมาให้เปลี่ยนฐานไปเรื่อยๆ แล้วพอเราขึ้นมาอยู่ชั้น Clinic ก็ยังเป็นแล็บกริ๊ง แต่เราเรียกว่า OSCE (ออสกี้ : เป็นการสอบปฏิบัติ) แทน แต่ละฐานก็จะให้ซักประวัติคนไข้คนนี้ว่ามีอาการยังไง แล้วพอเราซักไม่จบก็จะมีเสียงกริ๊ง แต่ของเจี๊ยบรู้สึกจะเป็นแล็บกรี๊ดมากกว่า เพราะเวลาคิดไม่ทันเนี่ย ก็อยากจะกรี๊ดออกมาเลยค่ะ (หัวเราะ) บางทีก็จะมีสอบ long case คืออาจารย์เขาจะแอบไปเลือกคนไข้บนวอร์ด โดยที่เราไม่รู้มาว่าเคสนี้เป็นยังไงมาก่อน แล้วให้เราไปหาคนไข้กับอาจารย์ แล้วอาจารย์ก็จะนั่งดู ให้เราซักประวัติ ตรวจร่างกายทุกอย่าง แล้วก็ให้มาบอกอาจารย์ว่าคนไข้คนนี้เป็นอะไร บางคนก็อาจจะรู้สึกเหมือนนักสืบ ได้สืบสวน ได้ทำทุกอย่าง ซึ่งอาจารย์เขาก็จะดูทุกอย่าง ทั้งท่าตรวจ การสัมภาษณ์ว่าเราสัมภาษณ์ถูกไหม ตรงประเด็นไหม ไม่ใช่สัมภาษณ์ออกทะเลไปก็ไม่ได้คะแนนค่ะ


จบ 6 ปีแล้วเป็นหมอได้เลยหรือเปล่า

เรียนจบ 6 ปีแล้ว ก็จะได้แพทยศาสตรบัณฑิต ได้เป็นนายแพทย์ แพทย์หญิง แล้วเราก็ต้องไปใช้ทุนที่ต่างจังหวัด ก็คือแพทย์ที่จบปีนั้น ก็จะไปรวมที่แพทยสภาเพื่อจะคัดว่าเราจะไปเป็นแพทย์ใช้ทุนที่จังหวัดไหนเป็นเวลา 3 ปีค่ะ ต่อจากนั้นถ้าอยากเป็นหมอเฉพาะทาง เป็นหมอเด็ก หมอผิวหนัง หมอผ่าศพนิติเวช เราต้องไปเรียนต่อค่ะ ไปเรียนเฉพาะทางด้านนั้นๆ แล้วพอเราเรียนเฉพาะทางด้านนั้นเสร็จแล้ว เราก็ยังจะมีแบบเฉพาะทางเข้าไปอีก อย่างเช่นว่าเราเป็นหมอเด็ก แล้วอยากเป็นหมอหัวใจเด็ก เราต้องเรียนด้านหัวใจอีกชั้นนึงต่อค่ะ


แล้วแพทย์ทุกคนต้องมีใบประกอบโรคศิลป์หรือป่าว

เป็นหมอก็ต้องมีใบประกอบโรคศิลป์ค่ะ จะต้องใช้เวลาสอบทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรกตอนอยู่ปีสาม เป็นการทดสอบความรู้ชั้น Pre-Clinic ว่าเราพร้อมที่จะขึ้นชั้น Clinic ได้ไหม พอเราได้ใบที่หนึ่งแล้ว จะมีอีกใบหนึ่งช่วงอยู่ปี 5 ก็สอบอีก ก็เป็นสอบความรู้ชั้น Clinic แล้วก็สอบอีกตอนจบปีหก ก็ต้องผ่านทั้ง 3 อย่างถึงจะได้ใบประกอบโรคศิลป์ ข้อสอบก็จะเป็นความรู้ที่เราได้เรียนมาทั้งหมด อย่างตอนสอบปีสาม ก็จะเป็นความรู้ปีหนึ่งถึงปีสามมา พอปี 5 ก็จะเป็นความรู้ชั้น Clinic พอปีหกก็จะมีการสอบ OSCE อย่างเจี๊ยบอยู่วอร์ดเด็ก ก็จะมีสอบ OSCE ด้วยหลังจากที่เราสอบข้อเขียน อาจารย์ก็จะมีคำถามมาให้ว่า ช่วยแนะนำการฉีดวัคซีนหน่อย ก็จะมีคนไข้มาเลย บางทีก็ให้สาธิตวิธีการตรวจตับว่าตรวจยังไง เราก็ต้องมาคลำให้เขาดูว่าท่าไหนอะไรยังไง


สำหรับเจี๊ยบแล้วอยากไปเป็นหมอที่ไหน

ที่ไหนก็ได้ค่ะที่มีคนไข้อยู่ อย่างตอนที่เจี๊ยบได้ไปออกค่ายตอนเรียนภาควิชาที่เรียกว่า Commed (คอมเมด : Community Medicine)  หรือว่าเวชศาสตร์ชุมชน ก็คือจะออกไปตามต่างจังหวัด ตอนปี 3, 4, 5, และ 6 ไปดูไปทำวิจัยว่าคนไข้ว่าเขาเป็นอะไรยังไง ซึ่งเราไม่ใช่มองแค่คนไข้คนเดียว แต่มองเป็นชุมชน เช่นการป้องกันโรคต้องป้องกันยังไงไม่ให้เกิดโรคระบาด ก็จะออกไปดูตามชุมชนเลย ก็จะเป็นความสนุกอีกแบบ คือเราได้ไปเห็นชาวบ้าน มันเป็นความรู้สึกที่ต่างจากที่เราอยู่ในโรงพยาบาล



คุณสมบัติของคนที่จะเข้ามาเรียนที่นี่ ควรมีอะไรบ้าง

เจี๊ยบคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของคนที่อยากเป็นหมอคือความรักความอยากที่จะเป็น บอกได้เลยว่าเป็นอาชีพที่เรียนเหนื่อยกว่าคณะอื่นอยู่แล้ว ถ้าเกิดเราไม่มีความชอบ ก็จะเพิ่มความเหนื่อยเข้าไปหลายเท่ามาก และขอแค่ว่ามีจิตใจเมตตาแล้วอยากจะช่วยคน เจี๊ยบว่าตรงนั้นเป็นแรงผลักที่สำคัญมากที่ทำให้ทุกคนเป็นหมอได้ ถึงแม้คุณจะเรียนไม่เก่ง แต่มีความอยากช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เจี๊ยบเชื่อว่าทุกคนทำได้ เพราะคนเก่งทุกคนไม่สามารถที่จะเป็นหมอได้ แต่ว่าคนที่แบบว่ามีจิตใจที่อยากเป็นหมอ มีความพยายามกับความตั้งใจจริง เนี่ยแหละเป็นจุดที่จะทำให้เราเป็นได้


อยากฝากอะไรถึงน้องๆ ที่อยากเรียนแพทย์

สิ่งที่พี่อยากฝากสำหรับน้องๆ ที่อยากเรียนแพทย์ ขอว่าอย่ากลัวถ้าอยากจะเป็นแพทย์ อย่าคิดว่าเราไม่เก่งเลขไม่เก่งวิทย์ ความกลัวทำให้เราไม่กล้า เรามีโอกาสอยู่แล้ว เราไม่ติดปีนี้ ปีหน้าก็ยังมี ขอแค่ว่าเราอยากเป็นจริงๆ แล้วทุกอย่างมันก็จะทำได้ ขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง แล้วก็มีความพยายามตั้งใจจริง แล้วก็อยากที่จะเป็นหมอจริงๆ เชื่อว่าทุกคนทำได้อยู่แล้วค่ะ

 

ขอขอบคุณ  คุณเจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์ , คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล สำหรับสถานที่ถ่ายทำ และ บ.เอ.จี. เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด สำหรับภาพประกอบคลิปจากภาพยนตร์เรื่อง "หมอเจ็บ"

 

และสามารถรับชมคลิปทาง youtube ได้ ตอนที่ 1 และตอนที่ 2 หรือดูคลิปทั้งหมดของ SkoolbuzMag's Channel ได้ที่นี่

 


 

Tags: เจี๊ยบ ลลนา, เจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์, เจี๊ยบ ลลนา, เจี๊ยบ, นักศึกษาแพทย์, คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตร์, โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยมหิดล, หมอ, พยาบาล, โรงพยาบาลรามาธิบดี
Copy

สงวนลิขสิทธิ์ Copy Right

ขออนุญาตก่อนเผยแพร่

Facebook Shared
Twitter Shared
13961
6
18 มิ.ย. 2553

tooktaza (0)

ต้องอย่างนี้สิ ! เป็นหมอเพราะใจรักจริง จริง  (1 year 5 month ago)

บอกต่อตอบ

nuey123456 (0)

พบกับ concert ฟรี!! ของ พี่บอย เบน ชลาทิศ, ECT, hangman, Burin Groove Rider, Koh Mr.Saxman, Lula, Jennifer Kim, The star 6 พร้อมทั้งศิลปินอื่นๆอีกมากมาย พร้อมทั้งศิลปินอื่นๆอีกมากมาย วันที่ 2-4 กรกฏา ในงาน Smile@Ratchaprasong ที่ลานหน้าเซนทรัลเวิร  (1 year 7 month ago)

บอกต่อตอบ

mitsuzoushu (0)

น่ารักมากเลย  (1 year 7 month ago)

บอกต่อตอบ

suuche (1)

อ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นเยอะเลย เหมือนที่พี่เจี๊ยบบอก เรียนวิทย์-คณิตไม่เก่ง เเต่มีใจรักเป็นหมอ ขอบคุณเเมคนี้มากๆเลย ทำให้มีกำลังใจที่จะเป็น ขอบคุณพี่เจี๊ยบมากๆเหมือนกัน  (1 year 8 month 12 hour ago)

taans

/suuche ขอให้น้องสู้ต่อไปนะจ๊ะ อย่ายอมแพ้ ความฝันต้องเป็นจริงเข้าวักวันนึงแน่นอนจ้า  (1 year 8 month 19 hour 25 min ago)

ดูการสนทนากับ suuche
บอกต่อตอบ

krukook (0)

หรือสึกจะไม่สบายยยยย ครับคุณหมอ อิอิ  (1 year 8 month 19 hour ago)

บอกต่อตอบ

ohaeey (0)

น่ารักจัง ยิ้มก็มีเสน่ห์ เธอสดใส ในทุกลีลา ~~  (1 year 8 month 15 hour ago)

บอกต่อตอบ
กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น "คลิกเลย"
กำลังดำเนินการ...
จำนวนคนอ่านกระทู้
จำนวนคนตอบกระทู้
วันโพสต์กระทู้
Back To Top
Library l SkoolMag l Community
Follow Skoolbuz
Become a fan
Skoolbuz.com คือเว็บไซต์ด้านการศึกษา ที่จะแชร์ทุกความรู้และช่วยทำให้เรื่องเรียนนั้นง่าย สบาย สนุก ด้วยความเจ๋งของ ห้องสมุดออนไลน์ ที่ใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะหาข้อมูล คลังรายงาน คลังข้อสอบออนไลน์ ทำการบ้าน ทำรายงาน ติวก่อนสอบ ทำแบบทดสอบ ฯลฯ
แต่เพราะความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน.. Skoolbuz.com ยังมี แมกกาซีน ออนไลน์ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเพิ่มพลังความคิดสร้างสรรค์ อุดมไปด้วยสาระและบันเทิง มีเหล่าคนดังและน่าสนใจมาร่วมพูดคุยและตอบคำถามยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนต่อที่ไหน โตขึ้นอยากเป็นอะไร ต้องทำยังไง รวมไปถึงสารพัดปัญหาคาใจวัยรุ่น ..อยากรู้เรื่องอะไร ที่นี่มีคำตอบให้แน่นอน
เรียนๆ เล่นๆ ใช้ชีวิตให้เต็มที่ไปใน Virtual World (โลกเสมือน) และ Social Network ที่หาเพื่อน "ดีๆ" ได้ในสังคมออนไลน์คุณภาพ และสนุกมากๆ! พร้อมลุ้นรางวัลกับกิจกรรมออนไลน์สุดสร้างสรรค์ที่จะมีมาให้มันส์กันตลอด แล้วจะได้รู้ว่าเข้าเว็บไซต์การศึกษาก็เฮฮาได้นะเออ
  • นโยบายส่วนบุคคล