วันนี้ SkoolMag จะพาน้องๆ มารู้จักกับ IT Guru หรือในขณะที่หลายคนเรียกเขาว่า IT Influencer (ผู้มีอิทธิพลในโลกไอที) นั่นก็คือ "พี่หนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์" ซึ่งหลายๆ คนที่สนใจเกี่ยวกับไอทีและเทคโนโลยีจะต้องคุ้นชื่อหรือคุ้นหน้าผู้ชายคนนี้เป็นอย่างดีอย่างแน่นอน ในวันนี้พี่หนุ่ยจะมาถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับ Social Network ที่พวกเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น Facebook ,Twitter, Hi5 ว่าทุกวันนี้มันเป็นอย่างไร และเราควรจะใช้ Social Network เหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง
ทำความรู้จักกับพี่หนุ่ยกันก่อนจ้า
"พี่หนุ่ย" บอกกับ SkoolMag ว่าเคยเป็นเด็กที่ติดเกมหนักมากๆ เล่นตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนกระทั่ง 2 ทุ่ม ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งทำให้ทางบ้านเริ่มหนักใจ จนมาวันหนึ่งพี่ชายได้ส่งจักรยาน BMX สีขาวให้แล้วบอกกับเขาว่า "พี่อยากให้น้องขี่ออกไปดูโลกภายนอกบ้าง" เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เขาได้หลุดออกจากหน้าจอเพื่อออกมาใช้ชีวิตแบบเด็กปกติ ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมต่างๆ กับเพื่อนๆ จนกลายมาเป็นเด็กกิจกรรมของ ร.ร.ศรีวิกรม์ ที่มีชื่อเสียงในที่สุด โดยชนะเลิศทั้งการเขียนเรียงความ การเต้น การแสดง การประกวดดีเจ ซึ่งรางวัลด้านการแสดงที่ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากของพี่หนุ่ยในสมัยเรียน คือ ได้รางวัลชนะเลิศจากรายการ "ตัวต่อตัว" เป็นเงินรางวัลถึง 1 ล้านบาท ในขณะที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.4 เท่านั้น และต่อจากนั้นก็มีผลงานทางหน้าจอทั้งการเป็นนักแสดงเล่นหนัง, ละครเวที และ รายการโทรทัศน์เรื่อยมา
ต่อมาด้วยความสนใจในด้านการแสดง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับงานเบื้องหลัง พี่หนุ่ยจึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการแสดงและกำกับการแสดง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์ประสานมิตร แต่ด้วยสาเหตุอะไรที่พี่หนุ่ยหักเหเส้นทางจากการแสดงสู่โลกแห่งไอทีและเทคโนโลยี จนกลายมาเป็น IT Influencer ของประเทศไทยได้ รวมถึงข้อคิดที่ดีที่พี่หนุ่ยจะแนะนำให้น้องได้ใช้ Social Network อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์จะมีอะไรบ้าง ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์เลยจ้า
.jpg)
พี่หนุ่ยเข้าสู่โลกไอทีอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่
ตอนก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไปเจอรุ่นพี่ทำรายงานสวยมาก เขาใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์ เราตอนนั้นอยู่ ม.6 ยังใช้มือเขียนอยู่เลย ตอนนั้นถามเขาว่า พี่ทำได้ไง พี่ไปส่งโรงพิมพ์ไหนเหรอ เขาก็บอกว่า ก็ใช้คอมสิวะไอ้โง่ แล้วเราเพิ่งได้เงินล้านมาจากการประกวดการแสดงรายการ “ตัวต่อตัว” ก็กลับบ้านมาทุบกระปุกไปซื้อคอมพิวเตอร์ แล้วมาทำรายงานฉบับแรกความยาว 4 หน้า พิมพ์อยู่หนึ่งคืน หา ผ.ผึ้ง อยู่ไหน ไล่ทีละตัว เพราะพิมพ์ไม่เป็นไง แล้วมีอยู่วันหนึ่งเปิดช่อง 11 ดูรายการของอาจารย์ ดร.บวร ปภัสราทร เหมือนเป็นรายการสื่อการสอนของม.สุโขทัยธรรมาธิราช ที่สอนเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ คลิกเมาส์ แล้วอยู่ๆ อาจารย์ก็พูดมาว่า “ถ้าเกิดว่าคุณผู้ชมไปซื้ออุปกรณ์ ที่ชื่อว่าแฟกซ์โมเด็มก็จะทำให้คุณเชื่อมต่อกับเครือข่าย World Wide Web ในความเร็ว 14.4K ครับ” เราเลยไปพันธุ์ทิพย์ ตอนนั้นราคามัน 4,400 บาท ซึ่งแพงมาก เราก็ควักเงินซื้อมา แล้วลองทำตามคู่มือ แล้วตอนนั้นมันเป็น Windows ยังไม่ 95 ยังเป็น 3.11 เปิดแล้วก็หลุด แล้วมันต้องใช้เปิดแบบพิมพ์คำสั่งด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ แต่เราเป็นเด็กคิลปกรรมนะ ปรากฏว่าต่ออินเทอร์เน็ตสำเร็จ ผมกลายเป็นนิสิตคนแรกของคณะคิลปกรรมศาสตร์ มศว. ทันทีที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ตอนนั้นยิ่งใหญ่มากกับตำแหน่งนี้ ทำให้ทุกคนที่อยากต่ออินเทอร์เน็ตก็ถาม พอตอบคำถามนี้บ่อยๆ ก็ทำให้อธิบายเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น พออธิบายได้ง่ายขึ้นมันก็เลยทำให้ผมสามารถที่จะเล่าเรื่องอื่นได้อีกที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์เครื่องแรกพี่หนุ่ยซื้อในราคาเท่าไหร่
58,000 บาท ครับ เป็นรุ่นเพนเทียม 1 ความเร็ว 133 MHz ซึ่งถ้าเป็นตอนนี้ก็เต่ามากๆ เลย แต่ว่าตอนนั้นคือหวือหวามากเพราะว่าเร็วสุด 166 แต่เราซื้อ 133 มา
แล้วในปัจจุบันกระแสของ Social Network อย่างที่รู้กันก็คือมาแรงใช่ไหม แต่ว่าบางคนอาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของ Social Network ในประเทศไทยกับต่างชาติมันต่างกันมากแค่ไหน
จริงๆ มันเหมือนกัน ก็คือช่องทางที่ผู้คนทำให้สื่อสารพูดคุยกันได้ อินเทอร์เน็ตใครจะทำให้มันมีหน้าตาที่มันหน้าใช้มากกว่าคนนั้นชนะ ไม่มีใครเป็นเจ้าของอินเทอร์เน็ต สิ่งที่มันเกิดขึ้นความฮิตจะเกิดขึ้นประมาณ 2 ปีแล้วก็หายไป การเปลี่ยนแปลงทุกครั้งเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงของยุคสมัยมันจะอยู่ประมาณ 10 ปี กว่าจะถึงวันนั้นจริงๆ ผมว่ามันต้องใช้เวลา สมมติว่าเว็บ 1.0 ช่วงที่ พันทิป (Pantip.com) กระปุก (Kapook.com) ดัง มันก็คือช่วง 10 ปีที่แล้ว มายุคนี้มันเปลี่ยนเป็น เว็บ 2.0 คือ ผู้ใช้ผลิตเนื้อหาเอง (User Generated Content) ก็คือทุกคนสามารถสร้างหน้าตาของเว็บตัวเองได้เอง โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องมีความรู้มากนัก แทนที่จะต้องเข้าไปนั่งอ่านเว็บที่พวกเราต้องเขียนลงไป โดยที่เว็บมาสเตอร์แค่เฝ้ามองมันหรือมอนิเตอร์ให้มันถูกต้อง ก็เลยมีคนทำสิ่งที่เรียกว่า Social Networking เพื่อจะมาตอบรับกับคำว่า ผู้ใช้ผลิตเนื้อหาเอง (User Generated Content) ก็มีคนฉลาดๆ อย่างมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ทำ Facebook, บิซ สโตน (Biz Stone) ที่ทำ Twitter ถามว่ามันยังอยู่อีกนานไหม ยังไงความเป็นเว็บ 2.0 ก็คงยังต่อไปได้อีกประมาณ 5-6 ปี แต่ Twitter และ Facebook จะไปไหม ผมเชื่อว่า 2-3 ปี ทันทีที่มีคนอื่นทำหน้าตาอินเทอร์เฟซที่ดีกว่าออกมา เหมือน Hi5 เมื่อก่อนแล้วมาเปลี่ยนเป็น Facebook ทำไม Hi5 เปลี่ยนเป็น Facebook เพราะ Hi5 มันเลอะ ทันทีที่เริ่มแต่งมากเข้า ใส่กลิตเตอร์ (Glitter) ใส่อันโน้นอันนี้ แล้วมีคนมาคอมเม้นต์มาอะไร มันดูไม่รู้เรื่อง อยู่ๆ Facebook โอโห…หนุ่มนักเรียนอังกฤษหน้าขาวเชียว มันกลายเป็นความไฮโซขึ้นมา แล้วแบบคนอังกฤษมันใช้เยอะไง ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเป็นของคนอเมริกันนะ ความรู้สึกมันคนดูผู้ดี มันดูเรียบง่าย แถมบ้านเราก็คลิก start ด้วยการที่ดาราหนีจาก Hi5 มาเปิด Facebook เจ เจตริน, ฟลุ๊ค เกริกพล, แป้ง อรจิรา, วู้ดดี้ พอคนเริ่มเห็นมีดาราด้วย แล้วมันถูกเห็นได้จากคอมมอนเฟรนด์ที่จะแนะนำว่ามันมีใครบ้าง เค้าก็จะรู้สึกว่า โห…ระบบนี้เจ๋งวะ ก็เลยกลายเป็น Platform ที่ใหญ่มีคนใช้ประมาณ 4 ล้านคน แล้วนาทีนี้ใครใช้ Hi5 คือเสี่ยวใช่ไหม

แล้วพี่หนุ่ยเองเริ่มใช้ Social Network เมื่อไหร่
Twitter เริ่มมาตอนปลายปี 2006 ส่วนผมใช้หลังไทยแลนด์เกมโชว์ (Thailand Game Show) ปีแรกประมาณกลางปี 2007 ตอนแรกมองว่าเป็นการแชตไง แต่จริงๆ แล้วเมืองนอกเค้าเอามาใช้สำหรับโพสต์ว่าเค้าทำอะไรที่ไหนอย่างไร พอผมใช้แล้วก็รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น พอมีคนมาตาม (Follow) เรามากขึ้น มันก็ทำให้ผมสนิทกันคนอื่นมากขึ้น บางคนเราอาจแค่รู้จักในวงการ แต่ไม่ได้มาก แต่พอเริ่มทวีตกัน ก็เริ่มมีการวางใจในการคุยกันครั้งต่อไป แล้วถ้าเราทวิตดี เรื่องข่าวบ้าง เรื่องมุมมองต่างๆ วิเคราะห์สังคม เรื่องไอที คนอื่นก็ให้คุณค่าเรามากขึ้น
ตอนนี้ Social Network มีพลังในสังคมมากแค่ไหน
ทุกวันนี้มีคนเล่นประมาณ 10% ซึ่งถือว่ายังไม่มาก มีคนใช้ Facebook จริงๆ ประมาณ 4 ล้านคน มีคนใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 16 ล้านคน ก็ยังน้อยอยู่ดี ส่วนคนที่ใช้ Twitter ยิ่งน้อยกว่านั้นอีก ประมาณ 4 แสนคน แต่ที่เรารู้สึกว่า Twitter ดูพิเศษจังเลย ก็เพราะคนที่เราเห็นๆ อยู่ในสังคมของเราเองเล่นกันหมดไง แต่ยังมีหลายคนไกลๆ ยังไม่ได้ใช้
แล้ว Social Network จะมีคนเล่นมากขึ้นหรือไม่
มันจะโตได้ก็ต่อเมื่อ Smart Phone ทั้ง BB, iPhone และ Android ต้องราคาถูกลงกว่านี้ เพราะ Twitter จะทำงานได้ดีบน Smart Phone พอ BB มันคนใช้กว้างขวางขึ้น ทุกคนอยากใช้ BB ก็ทำให้คนหันมาพูดถึงการใช้ Social Network บนโทรศัพท์มือถือ แล้วประเด็นสำคัญคือ Social Network จะทำให้คนไกลกลายเป็นคนใกล้ บางคนเราไม่น่าเจอกันได้แล้ว แต่ก็กลับมาเจอกัน แต่ในเวลาเดียวกัน ถ้าคุณใช้สิ่งเหล่านี้มากเกินไป คนใกล้ของคุณจะกลายเป็นคนไกลทันที ซึ่งมันเป็นลักษณะของคนที่ปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์มากเกินไป ซึ่งจะมีอาการอยู่สองสามอย่าง คือเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงอารมณ์ อย่างเช่นเวลาเราดูมหรสพแล้วเราตลก เราก็จะขำออกมาเลยเต็มที่ แต่เวลาอยู่หน้าจอเราขำแค่ “หึๆ” นั่นเป็นเพราะเราอยู่คนเดียว เลยไม่แสดงออกมาก เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าบ้า ก็เลยทำให้บุคลิกของเราที่มี ถูกถอดการแสดงอารมณ์อย่างชัดเจนออกไป กับบุคลิกอีกอย่างคือ ไม่กล้าสบตามนุษย์ มันเกิดจากว่าเขาจ้องหน้าจอมากจนเวลาเขามาเจอลูกตาที่มันกลิ้งได้แล้วเขารู้สึกกลัวตื่นเต้นไม่กล้ามองหน้า
แล้วอย่างกรณีของการใช้ Social Network ที่แอดเป็นเพื่อนแล้วก็มาเมนต์กันแบบชู้สาวของวัยรุ่น
ผมขอใช้คำว่า "เดี๋ยวก็เบื่อ" แต่ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำห่ามๆ ของวัยรุ่นยุคนี้หลายเรื่องนะ เช่นการแสดงออกทางเพศ รือการถ่ายภาพหรือคลิปอนาจาร แต่เรื่องแบบนี้เดี๋ยวเขาก็เบื่อไปเอง เพราะว่าตอนผมเข้ามาใช้คอมพิวเตอร์ในครั้งแรกๆ ผมเข้ามาด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ อยากดูภาพโป๊ในอินเทอร์เน็ต แต่ทุกวันนี้เลิกดูอย่างถาวร เพราะมันโคตรเบื่อครับ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกแล้ว และเราได้รู้ว่ามันก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี มันทำให้ใจเราแข็งกระด้างต่อสตรีเพศซึ่งเป็นเพศแม่เรา ซึ่งในอีกหลายคนเริ่มใช้คอมพิวเตอร์จากเกมหรือจากการแชต แต่ผมไม่เชื่อว่าเขาจะทำสิ่งนี้ตลอดไป เขาเล่นแบบนี้ปีสองปีก็เลิก แล้วเขาก็จะไปหาสิ่งอื่นที่มันใหม่กว่าและก็ดีกว่า ส่วนผู้ใหญ่ก็อย่าไปกังวลมาก เพียงแต่ควรจะรู้เรื่องเหล่านี้ เพื่อที่จะได้คุยกับลูกในภาษาเดียวกัน แต่ถ้าพ่อแม่ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับ Social Network เลย ลูกก็จะรู้สึกว่าตัวเองฉลาดกว่าพ่อแม่ พ่อแม่เตือนก็จะไม่ฟัง พ่อแม่ควรจะคุยกับลูกได้ว่า Twitter, Facebook มันเป็นยังไง ว่ามันเล่นปลูกผักได้นะ คือคุยกับเขาในภาษาเดียวกันให้ได้ ให้เด็กรู้สึกว่ายังอยู่ในสายตาพ่อแม่ แต่พ่อแม่มาเล่น Social Network ด้วยก็จะดีที่สุดครับ

ตอนนี้ Social Network ใกล้ชิดกับสังคมไทยแค่ไหน
ใกล้ครับ แต่ยังใกล้แต่กลุ่มสังคมเมือง เแต่ถ้า 3G มาถึง และ Smart Phone ถูกลง มันก็จะทำให้ Social Network เข้าสู่สังคมได้มากขึ้น และสามารถเอาไปต่อยอดให้ Social Network กลายเป็นเวทีความคิดของคนในสังคมได้ แต่เรื่องที่เด็กๆ พิมพ์อะไรลงไปในโลกอินเทอร์เน็ตและพูดอย่างเป็นกันเองเกินไป มันก็จะไม่ดีเท่าไหร่ แต่เรื่องภาพถ่ายที่เอามาลงในอินเทอร์เน็ต ก็อยากฝากบอกทุกคนที่กำลังแตกเนื้อสาวว่า การเอากล้องมือถือมาถ่ายภาพเก็บไว้เพราะหวังว่าจะเก็บไว้ดูเล่น มีโอกาสหลุดแน่นอน เพราะทุกวันนี้อุปกรณ์ต่างๆ มันเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้หมด และการหลุดแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ยังเกิดขึ้นเสมอ เช่นเอาคอมไปซ่อม เอาเครื่องไปซ่อม มันก็จะมีโปรแกรมกู้ข้อมูลข้างใน แล้วไอ้ร้านซ่อมทั้งหลายเนี่ยฉลาดครับ เอามาสแกนดูเห็นไฟล์เป็นศูนย์ มันก็ไม่เชื่อ มันใช้โปรแกรม Photo Recovery มันก็นั่งค้นหมดเลยเพราะว่าพื้นที่ใน Harddisk หรือหน่วยความจำ ถ้าเกิดยังไม่ถูกเขียนทับมันก็จะไม่มีวันหายไป มันก็จะยังอยู่ ทางที่ดีอคือย่าถ่าย เพราะว่าทันทีที่ภาพคุณหลุดออกไปบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คุณจะไม่มีวันไปตามลบภาพนั้นได้อีกเลยตลอดกาล
พี่หนุ่ยคิดว่าน้องๆ ที่เค้าใช้ Social Network อยู่ตอนนี้เค้าใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้เต็มที่หรือยัง
ไม่มีใครใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่หรอกครับ แต่โดยหลักการแล้ว ถ้การใช้งานต้องพิจารณาว่ามันมีผลต่อชีวิต, ความเป็นอยู่ และงาน หรือไม่ ถ้าไม่มีผลเลยมีประโยชน์แค่แชตแง้วๆ ไปวันๆ เพื่อนก็ไม่ได้รักเรามากขึ้น หรือเราก็ไม่ได้รับความจริงใจกับผู้คนมากขึ้น เราก็คงไม่ต้องใช้ เพราะว่าสื่อพวกนี้ก็เป็นสื่อที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำให้ผู้คนเชื่อมโยงกันนะ
แต่ก็มีปัญหาที่ Social Network ทำให้คนในสังคมขัดแย้งกัน
เครือข่ายพลังบวกเป็นคำตอบสำหรับเรื่องนี้ครับ ตอนนี้กิจกรรมแรกที่ทำไปแล้ว คือ “Ignite Thailand++ เครือข่ายพลังบวก ปลุกพลังบวกเปลี่ยนประเทศไทย” สร้างชาติอย่างเดียวไม่เกี่ยวกับการเมือง เกิดจากความรู้สึกจากวิกฤตการทางการเมืองที่คนเข้ามาใช้เครือข่าย Social Media หรือเว็บต่างๆ มาด่ากันอย่างที่สังคมไทยไม่เคยเห็นความแตกแยกขนาดนี้มาก่อน มันรุนแรงมาก แล้วเรื่องบางเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองก็ยังด่า คนหลายๆ คนที่มันเป็นข่าวก็ถูกด่า ถามว่าทำไมต้องไปด่าเขาขนาดนั้น ทำไมต้องมีจิตไปอาฆาตกับคนขนาดนั้น ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องการจากเครือข่ายพลังบวกคือ สร้างความตระหนักให้คนหันมาคิดบวกใส่กัน มองโลกนี้ให้เป็นบวกหน่อย ก่อนคุณพิมพ์อะไรไปบนอินเทอร์เน็ต ต้องตระหนักสักนิดว่าเราจะไม่ด่ากันบนอินเทอร์เน็ต เราจะฟังคนอื่นมากขึ้น เราจะอ่านข้อความคนอื่นมากขึ้น ไม่ใช่เห็นกระทู้ตั้งด่าคนเขียน เขามาแก้แล้ว เรามาต่อท้ายแล้วขี้เกียจอ่าน ก็ด่าต่อเลย
แล้วเครือข่ายพลังบวกจะมีกิจกรรมอะไรอีกบ้าง
ก็จะมีกิจกรรมต่างๆ ออกมาอีกมากมาย เพื่อทำให้สังคมเกิดการเรียนรู้และสร้างความตระหนักด้วยกัน เพราะว่าคนไทยเป็นชาติที่ให้อภัยง่าย แต่ไม่รู้ทำไมคนไทยถึงปากหนักมากกับ 2 คำ คือ ขอโทษ และ ขอบคุณ เพราะกลัวจะเสียบุคลิก เและที่ไม่กล้าขอโทษก็เพราะกลัวความผิด ซึ่งทุกคนผิดพลาดได้ แต่ขอให้ผิดพลาดแล้วคุณตระหนัก แล้วก็ปรับปรุง ทุกคนก็จะอยู่ในสังคมได้อย่างดี สังคมที่ขาดความชื่นชมในมนุษย์ด้วยกันเอง มันจะเป็นสังคมที่ขาดแรงบันดาลใจ อย่างที่ผ่านมาเราทะเยอทะยานมาได้ เพราะเราเห็นตัวเองตัวอย่างที่ดี แต่ตอนนี้สังคมไทยกำลังเป็นสังคมที่กำลังผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก

ฝากอะไรถึงน้องๆ เกี่ยวกับ Social Network
อยากจะฝากถึงทุกๆ คนนะครับว่า Social Network หรือ เว็บไซต์ หรือ อินเทอร์เน็ต ก็เป็นเรื่องของยุคสมัยของพวกเราพอดี ถ้าเราจะใช้ให้มันเกิดพลังทางด้านบวก มันก็จะเป็นเรื่องดี ของทุกอย่างมันเป็นดาบ 2 คมหมด อินเทอร์เน็ตไม่ต่างอะไรกับมีดทำครัว เราเอามีดทำครัวไปหั่นผักเราก็เกิดประโยชน์ แต่เราเอามีดทำครัวไปแทงคน ตาย เราก็ผิดเราก็บาป ฉะนั้นผมคิดว่าเราควรจะเลือกด้านดีกับทุกๆ สิ่งในชีวิต เราลงทุนที่จะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยอุปกรณ์ราคาแพง มันจะเป็นประโยชน์กว่ามั้ยถ้าเราสามารถใช้มันเพื่อติดต่องาน รับข่าวสาร หรือทำให้เราเป็นคนที่ฉลาดขึ้นได้ แต่ถ้าเกิดเราเอามันมาแค่ “อิอิ คุคุ คิคิ” นะครับ มันก็กลายเป็นเครื่องมือที่ทำเรื่องปัญญาอ่อนในราคาแพงมากนะครับ ฉะนั้นผมก็คิดว่าเราควรจะใช้มันในทางที่ได้ประโยชน์สูงสุด ประโยชน์ในที่นี้เราก็ต้องเป็นประโยชน์ที่ดีกับทุกๆ คน ที่ส่วนรวมได้รับด้วยนะครับ
ขอขอบคุณ คุณหนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ และ บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด สำหรับสถานที่ถ่ายทำ














tooktaza (0)
Thx. มาก มาก ค่า... มีประโยชน์มาก มาก (1 year 9 month ago)