รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน หรือรางวัลซีไรต์ (S.E.A. Write) ถือเป็นรางวัลสูงสุดรางวัลหนึ่งสำหรับผลงานด้านวรรณศิลป์ที่สร้างกำลังใจ และความภาคภูมิใจให้แก่ผู้ประพันธ์ ซึ่งในปี พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา ผลงานนวนิยายเรื่อง “ลับแล, แก่งคอย” ของ คุณอุทิศ เหมะมูล ผู้ที่ทุ่มเทความอดทน ใส่ใจ ในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ขึ้นมา จนทำให้นวนิยายเรื่องนี้ชนะใจกรรมการและได้รับรางวัลซีไรต์ในสาขานวนิยาย วันนี้คุณอุทิศ จะมาเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ในเส้นทางการเป็นนักเขียน รวมถึงทรรศนคติเกี่ยวกับงานเขียนของเยาวชนในปัจจุบัน ให้ชาว Skoolbuz ฟัง มาติดตามได้เลย
พี่อุทิศเริ่มต้นการเรียนศิลปะและสนใจด้านงานเขียนตั้งแต่เมื่อไหร่
สนใจศิลปะและงานเขียนตั้งแต่อายุ 15 เป็นช่วงออกจากบ้าน (อ.แก่งคอย จ.สระบุรี) มาเรียนที่วิทยาลัยราชมงคล นครราชสีมาไปเรียน ปวช. ด้านศิลปะ เป็นสายวิชาชีพ ซึ่งวุฒิเทียบเท่ากับ ม. 4-6 จากนั้นจึงไปเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร ด้านจิตรกรรม ช่วงนั้นก็วาดภาพ เรียนศิลปะมาตลอด ทำให้มีความสนใจในการเชื่อมโยงศิลปะจากหลากหลายแขนงสาขาเข้ามาด้วยกัน นอกจากเรียนทางด้านทัศนศิลป์แล้ว ก็ได้ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เหมือนกับสามแขนงสาขาที่ช่วยเชื่อมโยงให้เราสามารถเข้าใจศิลปะได้มากขึ้น
ทำไมพี่อุทิศถึงอยากเป็นนักเขียน
พอยิ่งอ่านเรื่องราวของคนอื่นๆ และความคิดของคนอื่นๆ มันก็เกิดแรงบันดาลใจในช่วงนั้น จึงเริ่มต้นด้วยการเขียนไดอารี่ เขียนความรู้สึกในแต่ละวัน ว่าวันนี้ไปเจออะไรมา วันนี้มีความรู้สึกยังไงกับเหตุการณ์นั้นๆ พี่ก็บันทึกลงไป เหมือนเป็นการฝึกฝนถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของเราออกมาเป็นถ้อยคำ
อย่างนี้ตอนเด็กๆ พี่อุทิศต้องเรียนภาษาไทยเก่งแน่ๆ เลย
แย่หมดเลย ส่วนใหญ่การเรียนรู้ของผมเป็นการเรียนรู้แบบนอกกรอบ ไม่ใช้การเรียนรู้ในโรงเรียน ส่วนตัวเป็นคนเรียนไม่ค่อยเก่ง แม้ว่าเรียนภาษาไทยไม่เก่งแต่ก็ได้จากประสบการณ์ ไปซึมซับมาจากการอ่านหนังสือแทน ไม่ได้เถลไถลไปทำกิจกรรมที่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ แม้จะเถลไถลออกจากห้องเรียน แต่เราก็ออกไปอ่านหนังสือ ฟังเพลง สะสมประสบการณ์
แล้วพี่อุทิศเริ่มเขียนงานอย่างจริงจังตอนไหน
เริ่มเขียนจริงจังตอนใกล้ๆ จะจบมหาวิทยาลัยแล้ว เหมือนว่าประสบการณ์การอ่านก็เริ่มมาตั้งแต่อายุ 15 เหมือนกับเป็นนิสัย เมื่อสร้างนิสัยส่วนนี้ขึ้นมาก็ติดตัวเรามาตลอด การเขียนบันทึกประจำวัน การอ่าน การดูหนัง การฟังเพลง นิสัยส่วนตัว หรือ รสนิยม จะไม่ห่างสิ่งนี้ แล้วเรื่องเกี่ยวกับศิลปะมันก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามแนวทางของมัน จนเข้ามาเรียนที่ศิลปากร เราก็ทำงานศิลปะด้วย ชอบดูหนัง จัดกิจกรรมฉายหนังในมหาวิทยาลัย ทำให้มาถึงจุดหนึ่งที่เราดูหนังมากๆเข้า แล้วก็ทำให้เราอยากจะเขียนอธิบายความรู้สึกของเราที่มีต่อหนังให้คนอื่นได้รับรู้ เริ่มต้นจากการที่เราเขียนเป็นแบบใบปลิว เวลาจัดเทศกาลหนังเราก็ต้องเขียนสรุปเป็นใบปลิวว่าทำไมหนังเรื่องนี้เราเลือกมาฉาย เริ่มจากจุดนั้นก่อน แล้วก็ไปสู่การเขียนบทวิจารณ์ในนิตยสารมูฟวี่ ไทม์
หนังสือประเภทไหนที่พี่อุทิศชอบอ่าน
ช่วงเป็นวัยรุ่น พี่มีความสนใจในการอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาค่อนข้างหนัก อย่างหนังสือพวกปรัชญา งานแปลหรือวรรณกรรมเด่นๆของโลก คือเวลาเรามองหางานก็มองหางานที่มันเป็นที่สุด จะได้เห็นว่ามาตรฐานที่สูงมันเป็นยังไง
สำหรับพี่อุทิศแล้วคุณสมบัติที่นักเขียนควรมีคืออะไร
ยิ่งเป็นนักเขียน เราก็ต้องยิ่งสังเกตมากขึ้น มีความละเอียดกับสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว เราก็จะมีเวลาที่จะเพ่งพินิจสิ่งรอบๆ ตัว เช่นโต๊ะมันเป็นไม้นะ แก้ว มันเป็นเซรามิคนะ อันนี้ทำจากกระดาษสีน้ำตาล อันนี้ทำจากวัตถุผิวมัน เราก็จะฝึกการสังเกตเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับการที่เขียนหนังสือเราต้องบรรยายสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราก็จะเข้าใจสภาพแวดล้อม วัตถุของมันที่ประกอบขึ้นมากลายเป็นฉาก
พี่อุทิศมีความรู้สึกยังไงถึงการที่ประสบความสำเร็จ ได้เป็นนักเขียนรางวัลซีไรต์
ความรู้สึกว่าประสบความสำเร็จมันมาก่อนได้รางวัล คือพอเขียนหนังสือเสร็จ มันก็รู้สึกว่ามีความสุขมาก แปลว่าเราได้ผ่านช่วงของความสำเร็จมา แล้ว คือการเป็นนักเขียนอย่าเพิ่งไปคิดถึงเรื่องรางวัล ไม่ใช่แค่นักเขียนหรอก คนทำงานในทุกๆ ด้านของศิลปะ มันต้องทำงานด้วยความรัก รักในสิ่งที่ตัวเองทำ แล้วก็ทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ ผมว่าถ้าทำในสิ่งที่รัก แล้วนำพาสิ่งที่รักไปสู่ความสำเร็จเรียบร้อย คือในกรณีอย่างพี่เป็นนักเขียนพี่สามารถที่จะเขียนเรื่องราวออกมาได้อย่างที่ตัวเองต้องการ แล้วทำสำเร็จออกมาได้ พี่ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมแล้ว รางวัลนี่มาทีหลัง เป็นความสำเร็จทีหลังอีกทีหนึ่ง พี่คิดว่าขอให้มีความสุขกับการได้ทำงานให้ลุล่วง น่าจะเป็นของขวัญที่ดีที่สุดของคนทำงานสร้างสรรค์หรือคนทำงานด้านศิลปะ

งานศิลปะแบบไหนที่พี่อุทิศรัก
งานศิลปะสำหรับพี่ๆ ก็รักหมดนะ แม้จะไม่ได้อยู่ในฐานะคนทำ คือทำในส่วนเดียวคือทำทางด้านวรรณศิลป์ แต่ว่าเราก็รับรู้ในศิลปะด้านอื่นๆ ด้วย ทุกวันนี้ผมก็ยังดูหนัง ฟังเพลงอยู่ อ่านหนังสือใหม่ๆ ที่ตอนนี้มีการแปลออกมา หนังสือของนักเขียนท่านอื่นๆ ด้วยๆ งานศิลปะอื่นๆ เพราะผมคิดว่า ศิลปะแขนงอื่นๆ สำคัญต่อการทำงานเขียนของเรา ยิ่งเราสามารถเชื่อมโยงศิลปะแขนงต่างๆ ได้มากเท่าไหร่ มันก็เป็นประโยชน์กับการทำงานสร้างสรรค์ของเรามากขึ้น เหมือนกับเป็นแรงบันดาลใจครับ
นอกจากพี่อุทิศจะเขียนหนังสือแล้ว ยังเป็นวิทยากรให้กับสถาบันการศึกษาอีกด้วย
ก็ไม่เชิงเป็นวิทยากรหรอกครับ เป็นเชิงไปพูดคุยมากกว่า ไปตามสถานบันการศึกษาเชิญไป ก็ไปพูดถึงประสบการณ์ในการทำงานเขียน ได้รับรางวัลซีไรต์ เหมือนกับไปถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟัง ไม่เชิงวิทยากร แค่เป็นการถามตอบพูดคุยกัน
สิ่งที่พี่อุทิศคิดว่าสิ่งไหนเป็นส่วนสำคัญมากในการที่จะเป็นนักเขียน สำหรับน้องๆ ที่อยากเป็นนักเขียน
อ่านหนังสือให้มาก ให้หลากหลาย และก็มีความรัก มีความอดทนในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ พี่คิดว่ามันก็ต้องตอบโจทย์ของตัวเองให้ได้ว่า จะเขียนหนังสือทำไม เขียนหนังสือไปเพื่ออะไร อยากได้อะไรจากการเขียนหนังสือ ตอบสามอย่างนี้ให้ได้ ถ้าคำตอบก็คือ เขียนหนังสือเพราะว่าเรารักในสิ่งที่จะเขียน เราก็จะไม่คาดหวังอย่างอื่น เช่น ไม่คาดหวังที่จะได้รางวัลในอนาคตข้างหน้า ไม่คาดหวังที่จะเป็นนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ในอนาคตข้างหน้า ไม่คาดหวังว่าจะมีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักของคนในสังคม ผมคิดว่าสิ่งที่พูดมานี่มันไม่ใช่จุดสูงสุดที่แท้จริงของการเป็นนักเขียน การเป็นนักเขียนก็ควรจะคาดหวังว่าตัวเองจะทำงานได้ดี ทำงานได้ประสบความสำเร็จตามที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้ ส่วนเรื่องรางวัล เรื่องชื่อเสียง เรื่องการเป็นที่รู้จัก พี่คิดว่ามันก็จะตามมาจากความตั้งใจดีในสิ่งที่เราทำงานเขียนที่ดีออกไปสู่สังคม สักวันหนึ่งสังคมก็จะมองเห็นความตั้งใจดีของตัวเราเอง
ในมุมมองของพี่อุทิศจากการเข้าไปสัมผัสกับเยาวชนรุ่นใหม่แล้ว น้องๆเค้ามีความสนใจด้านงานเขียนมากแค่ไหน แล้วจะไปในทิศทางไหน
เยาวชนไทยยังอ่านหนังสือกันน้อยอยู่ ความสนใจในด้านการเขียน การอ่านวรรณกรรมน่ะมีอยู่ แต่ว่าการอ่านโดยส่วนใหญ่จะเป็นการอ่านงานที่มันเหมาะกับช่วงวัยของเค้า พวกนิยายหวานแหวว งานอิทธิพลด้านเกาหลี ญี่ปุ่น ส่วนความอยากจะเป็น อยากจะเขียน พี่ว่าทุกคนก็มีแหละ แต่เหมือนกับว่า ต้องสร้างพื้นฐาน สร้างนิสัยการอ่านที่เข้มแข็งขึ้นมาก่อน ถึงจะเขียนหนังสือได้ เด็กรุ่นใหม่ที่อยากจะเขียนหนังสือ ต้องสร้างพื้นฐานการอ่านที่เข้มแข็ง การอ่านงานที่หลากหลาย งานนิยายรักมันต้องกว้างจากนั้นเพื่อจะได้เห็นเรื่องราวใหม่ๆ ยิ่งเราเห็นมาก เราก็จะสามารถที่จะเข้ามาปรับใช้ในการเขียนเรื่องราวของตัวเองได้

น้องหลายคนก็อาจจะคิดถึงการที่เราต้องมีอาชีพการงานที่มั่นคงควบคู่ไปกับการเป็นนักเขียน สำหรับพี่อุทิศแล้วคิดว่า สิ่งนี้สามารถเป็นไปได้มั้ย
จริงๆ มันก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง คือว่าทำงานเขียนเป็นงานอดิเรกด้วย แล้วก็ทำงานประจำไปด้วย ซึ่งก็มีนักเขียนหลายๆ คนที่ทำแบบนั้น แล้วก็มีนักเขียนหลายๆ คนที่ปฏิเสธทุกอย่างแล้วทำงานเขียนเป็นการงานของชีวิตอย่างเดียว ในกรณีของผมก็เป็นอย่างหลัง เพราะว่า เราคงไม่ได้ทำงานเขียนเป็นอาชีพ แต่การทำงานเขียนของผมเนี่ยเป็นการเติมเต็มความรู้สึกของด้านศิลปะที่เรามีอยู่ข้างใน เพราะฉะนั้น น้องๆ ก็เลือกเอามันมีทั้งสองทางคือทำงานหลักไปด้วย ทำงานเขียนไปด้วย ก็อยู่ที่ว่าเราทำงานเขียนเพื่ออะไร ต้องตอบให้ได้ว่าเราอยากจะทำงานเขียนเพื่ออะไร
พี่อุทิศมองงานเขียนบนสื่อดิจิตอลเดี๋ยวนี้ที่น้องๆ ส่วนใหญ่นิยมเขียนเรื่องราวต่างๆ บนบล็อก สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยในการพัฒนางานเขียนได้ยังไง
ก็เป็นการพัฒนาอย่างหนึ่ง เป็นทางออกทางหนึ่งในโลกยุคปัจจุบัน งานเขียนเราสามารถที่จะเผยแพร่ความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ไม่ใช่แบบสมัยก่อน คือ ผ่านบรรณาธิการ แล้วตีพิมพ์เป็นเล่ม โลกในยุคปัจจุบันมีบล็อก คุณสามารถที่จะเขียนอธิบายความรู้สึกนึกคิดของตัวเองได้ ผมว่ามันก็เป็นพื้นที่ที่ฝึกฝนการเขียน ทำความเข้าใจ ในการใช้ชีวิตของตัวเรา ไปสู่คนอ่านคนอื่น มันก็เป็นโอกาสที่ดี ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือ และเทคโนโลยีพร้อมสำหรับการเขียนงานขึ้นมา แต่ท้ายที่สุดแล้ว เสน่ห์ของผลงานที่เป็นรูปเล่ม ในที่สุดมันก็จะกลับเข้ามาสู่ความเรียบง่ายของมัน กลับมาสู่ความเป็นหนังสือเป็นเล่ม ต่อให้ไปสู่ยุคดิจิตอลแล้ว เมื่อเวลาที่เรารู้สึกว่าการอ่านจริงๆ มันเป็นยังไง มันก็จะย้อนไปสู่การอ่านที่มันเป็นรูปเล่ม
อยากให้พี่อุทิศฝากถึงน้องๆ ที่มีความรักและสนใจด้านการเขียน และการอ่านหนังสือ
น้องๆ ที่อยากจะเป็นนักเขียนก็ขอให้เริ่มมีใจรักการอ่านก่อน งานเขียนเป็นงานที่พิเศษกว่างานศิลปะแขนงอื่นๆ คือมันต้องใช้ความอดทน ความพยายามมากๆ แม้กระทั่งการอ่านเองมันก็ต้องใช้สมาธิมากว่าศิลปะแขนงอื่นๆ กว่าเราจะอ่านหนังสือจบสักเล่มหนึ่ง ก็ใช้เวลาเนิ่นนาน มันไม่เหมือนดูหนังสองชั่วโมงจบ การไปดูงานศิลปะ ยืนดูสัก 5 นาที 10 นาที ฟังเพลง 1 อัลบั้ม งานเขียนเป็นงานที่เรียกร้องเวลาจากคนอ่าน เมื่อเราเข้ามาสู่กระบวนการของการอ่าน พี่คิดว่าเราจะค้นพบความรื่นรมย์บางอย่าง การหยุด การทำชีวิตให้นิ่ง ในโลกที่มันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว พี่ว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถสร้างพื้นที่ให้กับชีวิตตัวเอง ทำให้ตัวเองนิ่งลง ให้มีความสุขกับเวลาที่ยาวขึ้น อย่าไปกลัวเวลาที่ยาวขึ้น ยิ่งอ่านมาก มันก็ยิ่งทำให้เราอยากถ่ายทอดสิ่งต่างๆออกมามากขึ้น พี่คิดว่ามันน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการไปสู่โลกของการอ่านและการเขียนต่อไปในภายภาคหน้า
ขอขอบคุณ คุณอุทิศ เหมะมูล และร้านทรูคอฟฟี่ สาขาทองหล่อสำหรับสถานที่
และสามารถรับชมคลิปทาง youtube ได้ที่นี่ หรือดูคลิปทั้งหมดของ SkoolbuzMag's Channel ได้ที่นี่














crilove (0)
อายุ15 เราอยากเปงนักเขียนตั้งแต่อายุ 8 ปี (2 year 3 day ago)