Close
##[setQuiz]##
ตอบโลด

00:00

 
กำลังดำเนินการ กรุณารอสักครู่...

Find People


  •  
  •  
  •  
  •  

 

  •  
  •  
  •  
  •  

ผลการค้นหา

 



Following

2

Follower

20

ความดี0%
ความขยัน0%



Skoolbuz
Pleng
Zheza
จำฉันไว้ในระบบ ลืมรหัสผ่าน?
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

รายการย้อนหลัง

SkoolTalk ที่สุดของปี 2011
อีกไม่กี่อึดใจก็เข้าปี 2012 สคูลบัสเลยขอพาน้องๆ...
รู้จัก Four - Mod กับ I AM Four - Mod
ถ้าพูดถึงโฟร์ มดใครๆ ก็คงจะต้องนึกถึงภาพของสองส...
"ศิลปะกระโดดข้ามช่อง" กับ iannnnn ผู้ก่อตั้งเว็บ F0nt เจ้าของเว็บ Fail
ช่วงนี้ก็อยู่ในช่วงการประกาศรางวัล Skoolbuz Awa...
พัฒนะ จิรวงศ์ - ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี
" ถ้าพูดถึงคำว่าสารคดีหลายๆ คนก็อาจจะพากัน...
เข้าถึง fashion กับ บรรณาธิการบริหาร Cheeze Mag คุณปู จิรัฎฐ์
      เราต้องยอ...
กลับไปที่ Skool Talk

ตอน : รถเสีย

จากคอลัมน์ กวนตูน

หน้าหลัก » SkoolMag » Skool Talk » มองทุกอย่างจากทุกมุม ของนัท AF4

มองทุกอย่างจากทุกมุม ของนัท AF4

โดย SkoolMag.

ให้คะแนน
ชอบเรื่องนี้

 

Skoolbuz เชื่อว่ามีใครหลายคนคงกำหนดอนาคตทางด้านการศึกษาของตัวเอง คือการได้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ที่น่าจะมีทั้งเรื่องน่าตื่นเต้นและความสนุกของการเรียนกับคนต่างชาติ ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรม และในวันนี้ "นัท" ณัฐ ศักดาทร  แชมป์ของบ้านล่าฝัน Academy Fantasia ปี 4 ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Harvard University คณะเศรษฐศาสตร์ (Bachelor of Arts In Economics with Honors) ที่จะมาแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์การใช้ชีวิตนักเรียนและนักศึกษาในต่างแดนให้เราได้ฟังกัน Skoolbuzเชื่อว่าบทสัมภาษณ์นี้น่าจะทำให้น้องๆ หลายคนเกิดแรงบันดาลใจและตั้งใจเรียน เพื่อให้ได้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ทุกอย่างจากทุกมุมของชีวิตนักเรียนนอกคนนี้จะเป็นอย่างไร เราไปดูกันเล้ย

 

 

 

 

 

ผลงานของนัทตอนนี้มีอะไรบ้าง

ผมมีซิงเกิลเพลงใหม่ ชื่อว่า ไม่มีพรุ่งนี้ จากอัลบั้ม เดอะ วินเนอร์ โปรเจคท์ ที่รวมแชมป์เอเอฟทั้ง 6 คนเอาไว้ด้วยกัน แล้วตอนนี้ก็มีพ็อกเก็ตบุค ชื่อว่า "มองทุกอย่างจากทุกมุม คั้นสดๆ จากห้องเรียนฮาร์เวิร์ด" แล้วตุลาคมนี้ก็จะมีละครเพลงเรื่องใหม่ครับ ติดตามกันได้นะครับ

 

ความฝันของนัทตั้งแต่เด็กๆ คืออะไร

การร้องเพลงเป็นความฝันมาตั้งแต่อายุ 11 ขวบ เพราะตอนนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ไปดูคอนเสิร์ต เป็นคอนเสิร์ตของ ทาทา ยัง เจสัน ยัง และอ้อม สุนิสา แต่ตอนนั้นนัทไม่เป็นคนที่อยากไปดูคอนเสิร์ตนั้นตั้งแต่แรก คนที่ไปดูคือพี่สาวนัท แล้วคุณแม่นัทก็ชวนไปรับพี่สาวด้วยกัน แล้วเผอิญพอไปถึงมันยังแสดงไม่จบ เราก็ไปเกาะขอบเวทีดูไปด้วย ตอนนั้นผมรู้สึกถึงบรรยากาศแห่งความสุขที่มันเกิดขึ้น แล้วเราก็รู้สึกว่าสักวันเราอยากเป็นคนที่สร้างบรรยากาศอย่างนี้ได้ คิดว่านี่แหละเป็นสิ่งที่เราอยากเป็น อยากจะเป็นนักร้อง อยากจะร้องเพลง

 

แล้วภาษาอังกฤษตอนเรียนในโไทยก่อนไปเรียนเมืองนอกเป็นยังไงบ้าง

ผมชอบเรียนวิชาภาษาอังกฤษครับ ที่ชอบก็เพราะเราเรียนได้ดี (หัวเราะ) ได้คะแนนดี ท็อปวิชานี้อยู่เรื่อยๆ ก็เลยชอบ แต่พอไปอยู่ที่โน่น เราก็ธรรมดาไปเลยพอเทียบกับเจ้าของภาษา

 

 

ย้ายไปเรียนที่ต่างประเทศตั้งแต่เมื่อไหร่

พอนัทจบ ม.2 ที่โรงเรียนมงฟอร์ต ก็ไปขึ้น ม.3 ซึ่งเทียบเท่ากับเกรด 9 ของไฮสคูลที่นั่น คือ The Peddie School อยู่รัฐนิวเจอร์ซี คือตอนไปใหม่ๆ เราก็มั่นใจว่าเราท็อปภาษาอังกฤษ ก็คงไหว แต่พอไปถึงกลับกลายเป็นว่า เราเข้าใจไม่ถึงครึ่งของที่คนที่นั่นพูดกัน ทำให้ความมั่นใจหายไปหมดตั้งแต่ในอาทิตย์แรก

 

แล้วเราปรับตัวยังไงกับการเรียนที่นั่น

สิ่งที่เจอในอาทิตย์แรก คือ ต้องอ่านหนังสือเป็นร้อยๆ หน้าภายในเวลาไม่กี่คืน จากปกติที่เราคุ้นเคย คือแค่ 2-3 หน้า ก็ไม่รู้จะปรับตัวยังไงจริงๆ แต่คือต้องทำให้ได้ เพราะเรานึกย้อนไปเลยว่า กว่าเราจะข้ามโลกมาถึงซีกนี้ได้ มันไม่ใช่ง่ายๆ อุตส่าห์ได้มาที่นี่แล้ว จะมายอมแพ้ง่ายๆ ได้ไง ก็เลยฮึดสู้ขึ้นมาครับ นอนดึกก็ต้องนอนดึก คืออาจจะใช้เวลามากกว่าคนอื่น แต่เราถือว่าเราแข่งกับตัวเองอยู่ อาจจะลำบากกว่าคนอื่นหน่อย แต่สักวันเราต้องไปถึงจุดที่เราทำเหมือนคนอื่นให้ได้

 

ในโรงเรียนที่เราอยู่ มีคนเอเชียเยอะไหม

ที่โรงเรียนมีคนต่างชาติประมาณ 10% ส่วนในระดับชั้นของนัท มีนัทเป็นคนไทยคนเดียว แต่ก็มีคนอื่นที่เป็นคนไทยที่เกิดที่นั่น เขาก็พอพูดไทยได้บ้าง แต่มันก็เป็นข้อดี คือพอไปอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนพูดภาษาอังกฤษหมด เราก็ต้องผลักดันตัวเองให้พูดให้ได้ จะเข้าใจไม่เข้าใจ พูดไปก่อน ผิดถูกลองไปก่อน มีครั้งนึงถึงกับสั่งอาหารผิด เราสั่งอย่างนึง เขาไปตักอีกอย่างให้ เราก็เหวอและสูญเสียความมั่นใจว่า เราพูดไม่ชัดขนาดนั้นเลยเหรอ แต่มันก็ต้องเจอเหตุการณ์อย่างงี้ไปเรื่อยๆ ครับ จนสุดท้ายต้องทำให้ได้ เพราะเราอยู่ท่ามกลางคนที่พูดภาษานี้แล้ว ถ้าไม่พูดก็ไปไม่รอด

 

 

เราใช้เวลาปรับตัวนานไหม

ใช้เวลาปรับตัวก็น่าจะประมาณ 1 เทอมเต็มๆ ครับ ที่กว่าจะเริ่มมั่นใจขึ้นมาว่าเออเรารู้เรื่องแล้ว ช่วงแรกๆ ยอมรับว่า เวลาเข้าไปในห้องเรียน เขาพูดสนทนาเรื่องอะไรกัน บางทีเราก็แกล้งทำเป็นรู้ (หัวเราะ) พยักหน้าไป แต่ในใจตามไม่ทัน ต้องแอบกลับไปอ่านเอง ทบทวนเอง ต้องทำให้ตัวเองพร้อมกว่าคนอื่นก่อนที่จะมาเข้าเรียน

 

เคยมีอาการ Homesick คิดถึงบ้านไหม

ช่วงแรก Homesick ตลอด ต้องโทรกลับหาแม่ทุกๆ วัน วันเว้นวัน โทรไปบางทีก็มีความรู้สึกอยากจะร้องไห้ แต่ว่าเราเป็นคนขอไปเรียนต่างประเทศเอง ก็ต้องเตือนตัวเองว่า เราตัดสินใจไปแล้ว เราต้องทำให้สุดๆ สิ จะมาอ่อนแอไม่ได้

 

แล้วโรงเรียนต่างประเทศต่างจากโรงเรียนในเมืองไทยมากแค่ไหนเรื่องระบบการเรียนการสอน

แตกต่างครับ อย่างตอนที่นัทอยู่โรงเรียนมงฟอร์ต ส่วนใหญ่ก็จะเรียนๆ จบบ่ายสามก็กลับบ้านแล้ว บางคนก็จะไปเรียนพิเศษ แต่ที่นั่นจะไม่มีการเรียนพิเศษ แต่จะเน้นการทำกิจกรรม โรงเรียนที่นั่น เขาจะส่งเสริมให้นักเรียนไม่ใช่เรียนแต่ในห้อง แต่ถ้าเรามีความชอบในด้านไหน เราก็ไปเข้าชมรมนั้นๆ เราก็จะเจอคนที่เขามีความสนใจคล้ายๆ กับเรา ตัวนัทก็เข้าชมรมร้องเพลงประสานเสียง เล่นละครเพลง ตรงนี้ทำให้เราได้พัฒนาอีกด้านนึงของเราไปด้วย เป็นการเรียนที่เน้นทำกิจกรรมไปด้วยมากๆ เน้นให้เป็นคนที่มีหลายมิติมากขึ้น มากกว่าจะเป็นคนที่มีความรู้ที่มาจากหนังสือ แต่เราเรียนรู้จากประสบการณ์ต่างๆ ไปด้วย

 

ตอนสมัครเข้ามหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรบ้าง เขาสอบกันยังไง

การสมัครมหาวิทยาลัยที่นั่น เขาจะดูจากหลายองค์ประกอบมาก หนึ่ง คือ ประวัติการเรียน ไม่ใช่เฉพาะว่าได้เกรดเท่าไหร่ แต่ดูด้วยว่าเราเรียนวิชาอะไรมาบ้าง เพราะโรงเรียนที่โน่นเวลาลงเรียน เราเลือกวิชาได้ บางคนได้เกรดสูงๆ แต่เลือกเฉพาะวิชาง่ายๆ น้ำหนักการพิจารณามันก็จะเปลี่ยนไป นอกจากประวัติการเรียนแล้ว ก็จะมีประวัติการทำกิจกรรมต่างๆ ว่าเราทำอะไรมาบ้าง เรามีตำแหน่งอะไรไหม เราได้มีส่วนร่วมมากแค่ไหน แล้วก็มีการเขียน Essay (เรียงความ) ส่งไปด้วย ตามหัวข้อที่แต่ละมหาวิทยาลัยกำหนด แล้วก็มีขอ Recommendation (ความเห็นคำแนะนำ) จากคุณครูที่รู้จักเราดี เขาก็จะเขียนเกี่ยวกับตัวเราว่านักเรียนคนนี้เป็นคนยังไง มีจุดเด่นจุดด้อยยังไง

 

 

แล้วของนัทตอนสอบเข้า Harvard เป็นยังไงบ้าง

ตอนนัทสมัครเข้ามหาวิทยาลัย มันจะมีข้อสอบอันนึงที่จะต้องทำ คือ SAT คงคล้ายๆ กับ Entrance ของบ้านเรา ตอนนั้นนัทสมัครไป 5 ที่ แล้วก็ติด 3 ที่ หนึ่งในนั้นก็คือ Harvard University การเตรียมตัวก็คือเขียน Essay ให้เป็นตัวเรามากที่สุด และที่สำคัญมากที่มหาวิทยาลัยเขาอยากสัมผัสให้มากที่สุดจากตัวเรา คือ เขาอยากรู้ว่าเรารู้จักมหาวิทยาลัยเขาดีแค่ไหน ไม่ใช่แค่รู้ว่า Harvard เป็นโรงเรียนที่ดัง หรือว่า Princeton Yale เป็นโรงเรียนที่ดัง ก็เลยอยากเข้า คือเราต้องรู้ว่าอยากเข้า Harvard เพราะอะไร ต้องให้เหตุผลได้ เพราะเขาจะส่งตัวแทนมาสัมภาษณ์เราด้วย ตัวนัทเองอยากเรียน Harvard เพราะว่านัทเคยไปเรียนซัมเมอร์ที่นั่นอยู่เทอมนึง และเราสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของคนที่มาจากทั่วโลก เป็นบรรยากาศที่มีความหลากหลายมาก และทุกคนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ว่ามันเป็นสีสันที่มาอยู่ร่วมกันได้ ทำให้การเรียนรู้ของเรามันน่าตื่นเต้นมากขึ้น

 

พอเข้าไปเรียนแล้ว เป็นอย่างที่เราคิดไว้ไหม

มันก็เป็นอย่างงั้นจริงๆ ครับ เสน่ห์ของ Harvard คือคำว่า Diversity คือความหลากหลาย ทั้งความหลากหลายของคนที่มาอยู่ที่นั่น ทั้งเชื้อชาติ สัญชาติ ทั้งหมดทั้งมวลมันหล่อหลอมรวมกันเป็นความหลากหลายในเชิงของความคิด พอเราเข้าไปห้องเรียน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นห้องเรียนเล็กๆ ที่มีโต๊ะเรียนที่หันหน้าเข้าหากัน ทุกคนก็จะได้แสดงความคิดเห็น มีความคิดอะไรก็พูด เราก็จะได้รับฟังหลายๆ ความคิด และการได้เจอแบบนี้บ่อยๆ มันช่วยทำให้เวลาเราเจอเรื่องอะไร เราก็รู้จักที่จะมองหลายๆ มุม คือทุกวันนี้เวลาเราไปเจออะไรมา มันก็เหมือนจะมีบอร์ดสนทนาเกิดขึ้นในหัวเรา ว่าเรามองมุมนี้สิ มองมุมนั้นสิ

 

การเรียนเมืองนอกมันช่วยอะไรเราได้บ้าง

สิ่งที่นัทได้มากๆ คือการเอาตัวตนของตัวเองออกมา เพราะว่าสมัยเรียนที่เมืองไทย ครูว่าอะไรมาเราก็นั่งจด เหมือนว่าเราเข้าไปแล้วมีคำตอบเตรียมไว้ให้เลยว่าอันไหนถูกอันไหนผิด แต่พอไปเรียนเมืองนอก มันเหมือนสอนให้เราเป็นคนคิดเอง เราต้องหัดหาคำตอบให้ตัวเองให้ได้จากสิ่งที่เรียน ตรงนี้นัทว่ามันเป็นประโยชน์มาก เพราะว่ามันทำให้เราเป็นคนที่เวลาเจอเรื่องอะไรมาในชีวิต เราจะไม่ตัดสินใจเชื่อในทันที เราจะต้องวิเคราะห์ก่อน

 

เพื่อนร่วมชั้นที่เมืองนอกเป็นไงบ้าง

คนในมหาวิทยาลัยโดยรวมมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่า และยอมรับในความแตกต่างของกันและกัน แต่ในไฮสคูล นัทจำได้เลยตอนเรียนไฮสคูลใหม่ๆ มีคนพูดล้อโน่นล้อนี่ เพราะเราเป็นเอเชีย ก็จะมีบางคนที่เป็นพวกอคติ คอยล้อนั่นล้อนี่ เราพูดไม่ชัดก็มาแกล้งเรา แต่คนดีๆ เขาก็มีเยอะนะครับ

 

 

มีประสบการณ์อะไรที่เราประทับใจมากที่สุด

ตอนนั้นสมัยเรียนไฮสคูล นัทเข้าวงนักร้องประสานเสียง แล้วได้ไปทำกิจกรรมข้างนอกโรงเรียนด้วย มีครั้งนึงช่วงคริสต์มาส นัทได้ไปร้องเพลงที่บ้านพักคนชรา คือเขาเป็นคนที่ญาติๆ ไม่เลี้ยงดูแล้วมาฝากไว้ที่นี่ แล้วเราได้ไปร้องเพลงคริสต์มาสที่นั่น ซึ่งมันเป็นเทศกาลแห่งความอบอุ่น แล้วเขาไม่รู้จักเราเลย เราเป็นใครมาจากไหนไม่รู้ แต่พอเราร้องเพลงคริสต์มาสขึ้นมา เขาก็ร้องตามเรา ได้เห็นรอยยิ้มบนหน้าของเขา แล้วมันทำให้เรารู้สึกว่า เสียงเพลงเป็นอะไรที่พิเศษจริงๆ มันทำให้เราเชื่อมต่อกับคนที่เราไม่รู้จักมาก่อน ได้สร้างความสุขกับเขาได้ง่ายๆ เลย เป็นอีกเหตุการณ์ที่ทำให้รักการร้องเพลงมาก

 

ตอนอยู่มหาวิทยาลัย นัทเรียนคณะอะไร

นัทเลือกเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ เพราะชอบอะไรที่เกี่ยวกับคำนวนอยู่แล้ว และก็คิดว่าน่าจะได้ประยุกต์ใช้กับทุกอย่างในชีวิต มันไม่จำเป็นเฉพาะธุรกิจเท่านั้น ก็เลยคิดว่าเป็นทางเลือกที่ดี แต่จริงๆ แล้วความฝันของนัทคืออยากเป็นนักร้องมากกว่า ทำให้หลังจากที่นัทเรียนจบที่ Harvard แล้ว นัทก็ไปเรียนด้านดนตรีเพิ่มที่ Berklee College of Music แต่ตอนที่เรียนที่ Harvard เอง มันมีให้ลงเรียนวิชาเลือก เราก็เลยลงเรียนวิชาเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรี เรียนภาษาญี่ปุ่น คือโอกาสมันมาแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเรียนเฉพาะวิชาเศรษฐศาสตร์

 

เห็นว่าไปร้องอยู่ในวง Acappella ของมหาวิทยาลัย เป็นยังไงบ้าง

ถ้าคนที่ชอบร้องเพลง พอเข้ามหาวิทยาลัยก็อยากเข้าพวกวง Acappella เพราะมันเป็นเหมือนระดับหนึ่งที่บ่งบอกถึงการยอมรับว่าเราก็มีความสามารถนะ แต่กว่าจะผ่านเข้ามาได้ก็ต้องออดิชั่น ซึ่งมันก็จะมีหลายๆ วงที่เขาก็ตั้งรับออดิชั่นเด็กใหม่ในแต่ละปี เพราะจะมีคนเก่าที่ออกไป ของนัทปีนั้นมีคนมาออดิชั่น 100 กว่าคน วงที่นัทอยากเข้าชื่อว่า Harvard Opportunes เขารับคนใหม่ 7 คน เราก็โชคดีได้เป็นหนึ่งในนั้น ตอนนั้นเป็นคนต่างชาติคนเดียวเลยด้วย ก็รู้สึกปลื้ม แต่การทำงานกับวง Harvard Opportunes ทำให้เราเรียนรู้หลายอย่างมาก เพราะว่ามันไม่ใช่แค่เข้าไปร้องเพลง แต่เราต้องดำเนินงานทุกขั้นตอนเอง ไม่ว่าจะเป็นการแพลนคอนเสิร์ต การพิมพ์โปสเตอร์ แล้วตื่น 6 โมงเช้าไปแปะโปสเตอร์ตามที่ต่างๆ ในมหาวิทยาลัย โฆษณาให้คนรู้ว่าเรากำลังจะมีคอนเสิร์ตแล้ว แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกดีครับ

 

ฝากอะไรถึงน้องๆ เกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศหน่อย

จริงๆ แล้วมันไม่ได้มีประเทศไหนดีกว่าประเทศไหน หรือว่าประเทศโน่นดีกว่าเมืองไทย หรือที่ไหนที่ดีกว่ากัน เพราะไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ปัจจัยสำคัญหลักๆ คือตัวเราเอง ถ้าเราไม่ตั้งใจ ถ้าเราไม่รักที่จะเรียน ถ้าเราไม่สนุกกับการเรียน ต่อให้เรียนที่ๆ ดีแค่ไหน ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ถ้าเรารักการเรียน ไม่ว่าจะอยู่โรงเรียนไหน มั่นใจว่าเราต้องได้อะไรจากการเรียนแน่นอนครับ

 

 

 

ขอขอบคุณ  คุณนัท ณัฐ ศักดาทร และ บ.ทรู มิวสิค จำกัด สำหรับสถานที่ถ่ายทำ

 

บทความสัมภาษณ์โดย Skoolbuz.com : หากต้องการเผยแพร่ข้อมูลหรือส่งต่อ กรุณาอ้างอิงที่มาจาก www.skoolbuz.com ด้วยนะจ๊ะ

 

Tags: นัท AF4, ณัฐ ศักดาทร, นัท ศักดาทร, นัท ณัฐ ศักดาทร, ณัฐ AF4, The Peddie School, Harvard University, มองทุกอย่างจากทุกมุม, มองทุกอย่างจากทุกมุม คั้นสดๆ จากห้องเรียนฮาร์เวิร์ด, ไม่มีพรุ่งนี้, Harvard Opportunes
Copy

สงวนลิขสิทธิ์ Copy Right

ขออนุญาตก่อนเผยแพร่

Facebook Shared
Twitter Shared
5296
6
20 ส.ค. 2553

paphatsars (0)

หล่อ สุด ๆๆๆ  (1 year 7 month ago)

บอกต่อตอบ

noonoosu (0)

น่ารักจัง  (1 year 8 month ago)

บอกต่อตอบ

phar (0)

ความฟันกับความจริงต่างกันแค่ลงมือทำ อิๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  (1 year 8 month ago)

บอกต่อตอบ

mitsuzoushu (0)

น่ารัก ><  (1 year 8 month 43 min ago)

บอกต่อตอบ

dream0130 (0)

ขอบคุณค่ะที่บอกหนู หนูจะสู้ค่ะ  (1 year 8 month ago)

บอกต่อตอบ

kanomtarn (0)

>0< . . .. สุดยอด ค่ะ ใจสู้ดีค่ะ ชอบมากค่ะ หนมตาล จะสู้เหมือนพี่นัท ค่ะ เย้ๆๆ ตั้งใจเรียน เย้ๆๆๆ  (1 year 9 month 2 hour 29 min ago)

บอกต่อตอบ
กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น "คลิกเลย"
กำลังดำเนินการ...
จำนวนคนอ่านกระทู้
จำนวนคนตอบกระทู้
วันโพสต์กระทู้
Back To Top
Library l SkoolMag l Community
Follow Skoolbuz
Become a fan
Skoolbuz.com คือเว็บไซต์ด้านการศึกษา ที่จะแชร์ทุกความรู้และช่วยทำให้เรื่องเรียนนั้นง่าย สบาย สนุก ด้วยความเจ๋งของ ห้องสมุดออนไลน์ ที่ใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะหาข้อมูล คลังรายงาน คลังข้อสอบออนไลน์ ทำการบ้าน ทำรายงาน ติวก่อนสอบ ทำแบบทดสอบ ฯลฯ
แต่เพราะความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน.. Skoolbuz.com ยังมี แมกกาซีน ออนไลน์ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเพิ่มพลังความคิดสร้างสรรค์ อุดมไปด้วยสาระและบันเทิง มีเหล่าคนดังและน่าสนใจมาร่วมพูดคุยและตอบคำถามยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนต่อที่ไหน โตขึ้นอยากเป็นอะไร ต้องทำยังไง รวมไปถึงสารพัดปัญหาคาใจวัยรุ่น ..อยากรู้เรื่องอะไร ที่นี่มีคำตอบให้แน่นอน
เรียนๆ เล่นๆ ใช้ชีวิตให้เต็มที่ไปใน Virtual World (โลกเสมือน) และ Social Network ที่หาเพื่อน "ดีๆ" ได้ในสังคมออนไลน์คุณภาพ และสนุกมากๆ! พร้อมลุ้นรางวัลกับกิจกรรมออนไลน์สุดสร้างสรรค์ที่จะมีมาให้มันส์กันตลอด แล้วจะได้รู้ว่าเข้าเว็บไซต์การศึกษาก็เฮฮาได้นะเออ
  • นโยบายส่วนบุคคล