หลังจากที่พี่ Skoolbuz ลงเรื่องราวของการเรียนละครเวทีจากคณะอักษรศาสตร์จุฬา ภาควิชาศิลปะการละครไปแล้ว มีเสียงเรียกร้องจากน้องๆ อีกเช่นเคยว่าอยากรู้เรื่องราวของศาสตร์การแสดงด้านนี้ให้ลึกซึ้งมากขึ้น วันนี้พี่ Skoolbuz เลยพาน้องๆ ทุกคนมาพบกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านละครเวทีคุณ ปวิตร มหาสารินันทน์ นักวิจารณ์จากหนังสือพิมพ์ The Nation และผู้กำกับละครเวทีจากรั้ว อักษรศาสตร์ จุฬาฯ มาพูดคุยกับเรา และให้ความรู้ที่มีประโยชน์มากขึ้นมาพบกับ ครูป้อม หรือ ปวิตร มหาสารินันทน์ ในคอลัมน์ SkoolTalk กันได้เลยจ๊ะ
.jpg)
แนะนำตัว
ปวิตร : สวัสดีครับ ปวิตร มหาสารินันทน์ ครับ นักวิจารณ์ละครเวทีของหนังสือพิมพ์ The Nation ครับ แล้วก็เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะการละคร คณะอักษรศาสตร์จุฬา กำกับละครเวที ทำละครเวทีเองบ้าง นอกจากบทวิจารณ์ที่โหดร้ายทารุณกับละครบางเรื่องแล้ว ล่าสุดก็คือเรื่อง รักทะลวงตา ที่เล่นที่สถาบันปรีดีเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ก่อนหน้านั้นก็มี เช่น เรื่องอาจารย์คะ เรื่องขอโทษที่กวนประสาท เรื่องพายุพิโรธ
ศาสตร์ของละครเวทีคืออะไร
ปวิตร : ความจริงเราสอนพื้นฐานของละครเวที แต่ว่าพื้นฐานของละครเวทีก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานที่เป็นสื่อได้ ทั้งละครโทรทัศน์ โฆษณา หรือว่าภาพยนตร์ ละครเวทีเป็นความบันเทิงอย่างแรกเลยก็ว่าได้เพราะมันเริ่มขึ้นมาตั้งแต่มนุษย์ยังอยู่ในถ้ำ ศิลปะของการแสดงหรือการแสดงละคร ซึ่งอันที่จริงละครเวทีนั้นมีองค์ประกอบอยู่หลายด้านที่มารวมกันเป็นละครเรื่องหนึ่ง เรามักจะคิดว่าศิลปะของการแสดงละครก็คือนักแสดงอย่างเดียว แต่นอกจากนักแสดงแล้วก็ยังมีคนเขียนบท ซึ่งถ้าไม่มีบทเริ่มมาก่อนก็คงจะมีละครขึ้นมาไม่ได้ นอกจากนั้นก็ยังมีผู้กำกับ ผู้ออกแบบฉาก ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ผู้ออกแบบแสง ผู้ออกแบบเสียง รวมไปถึงทีมงานทุกฝ่าย ตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำละครเวทีขึ้นมาเรื่องหนึ่งเราก็จะต้องมีฝ่ายหาทุนซึ่งอันนี้ก็คืออยู่กระบวนการการทำละครเวทีเหมือนกัน มีฝ่ายประชาสัมพันธ์ มีฝ่ายขายบัตร มีฝ่ายต้อนรับ เพราะฉะนั้นก็คือละครเรื่องหนึ่งถ้ามองในแง่ของนักศึกษามันก็เหมือนกับการทำกิจกรรม เหมือนเวลาเราทำงานรับน้องหรืองานลอยกระทงซักงานหนึ่ง
.jpg)
ละครเวทีต่างจากการแสดงละครแบบอื่นอย่างไร
ปวิตร : คนมักจะมองว่าการแสดงละครเวทีเป็นการแสดงที่ดูเกินกว่าความเป็นจริง ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่จริงทั้งหมด หลายครั้งเราอาจจะมองว่านักแสดงละครเวทีจะต้องมีการพูด มีเสียง มีการแสดงความรู้สึกที่ชัดเจนหรือว่าดังกว่าเวลาที่แสดงโทรทัศน์หรือแสดงภาพยนตร์ นั่นเป็นเพราะว่าการแสดงละครเวทีบางครั้งจัดในโรงละครที่ใหญ่ เพราะฉะนั้นนักแสดงก็จะต้องส่งเสียง ส่งพลังให้ไปสื่อถึงคนดู แต่ว่าถ้าละครเวทีจัดในโรงละครเล็กๆ อย่างโรงละครปัจจุบันนี้จุคนดูได้เพียงแค่ 30 คนด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นวิธีการแสดงของละครเวทีที่อยู่ในโรงละครเล็กๆ แบบนั้นก็ไม่ต่างจากที่ปรากฎอยู่ในละครโทรทัศน์หรือในภาพยนตร์ด้วยซ้ำ
จุดเด่นของละครเวทีคืออะไร
ปวิตร : ละครเวทีไม่ว่าจะเป็นยุคไหนนั่นก็คือ ความสด มีความสดใหม่และเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในขณะเดียวกับที่ผู้ชมกำลังชมอยู่ คือเหมือนกับสร้างขึ้นมาใหม่ในขณะนั้น เช่นเราดูหนังเรื่องเดิมๆ แต่คนละที่ ทุกอย่างของหนังก็ยังเหมือนเดิม แต่ถ้าเราดูละครเวทีเรื่องเดียวกันแต่คนล่ะที่ การเล่นแต่ละรอบจะสดใหม่ไม่เหมือนกัน บรรยากาศที่ได้รับ มุมมองที่เรามอง ฉากที่เราเห็น และความรู้สึกที่เราสัมผัสได้ก็จะแตกต่างกัน เพราะว่าด้วยธรรมชาติของคนหรือทั้งคนแสดงและคนดู อย่างสมมุติว่าวันนี้คนแสดงเพิ่งถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งมา ความรู้สึก อารมณ์พื้นฐานมันก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ถ้าวันนี้เขาเพิ่งสอบตกมา ความรู้สึกอารมณ์พื้นฐานมันก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องพยายามที่จะแสดงให้เหมือนกันในทุกรอบแต่ว่าโดยธรรมชาติของคนเราเราก็ไม่สามารถที่จะทำให้เหมือนกันในทุกๆ รอบได้ นั่นมันก็เป็นเสน่ห์ของละครเวที
.jpg)
เสน่ห์ของละครเวทีปัจจุบันคืออะไร
ปวิตร : แต่ถ้าถามว่าละครเวทีในปัจจุบันนี้เสน่ห์ของมันก็คงจะอยู่ที่ความหลากหลาย ในขณะที่เรามีละครเวทีที่เป็นโปรดัคชั่น (Production) ใหญ่ๆ อย่างเช่นหงส์เหนือมังกร,ทวิภพ The Musical ก็จะกลับมา,ทึนทึกภาค 3,สี่แผ่นดิน The Musical ในขณะที่มีละครใหญ่ๆ แบบนั้นเราก็ยังมีละครเล็กๆ อีก ตัวอย่างเช่น ละครเรื่องหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับหนึ่ง ของคุณดุจดาว วัฒนปกรณ์ ที่เล่นในโรงละครที่จุคนดูได้แค่ 30 คน แต่มันก็สามารถที่จะสื่อสารแก่นความคิดของเรื่องบางอย่างไปถึงผู้ชมได้ ไม่ได้บอกว่าละครเล็กหรือละครใหญ่อะไรดีกว่ากันแต่จะบอกว่ามีนเป็นความหลากหลายของละครเวทีมากกว่า และเนื่องจากว่าเรามีโรงละครเล็กๆ หลายโรงในกรุงเทพฯตอนนี้ มีประมาณ 4-5 โรงเพราะฉะนั้นในบางอาทิตย์ ในบางสุดสัปดาห์ เรามีละครที่เล่นพร้อมๆ กันอยู่ 3-4 เรื่อง ช่วงหลังนอกจากเราจะมีโรงละครเล็กๆ ขึ้นมาแล้วโรงละครขนาดกลางก็มีขึ้นมา อย่างสล่าเทียเตอร์ ภัทราวดีเทียเตอร์ แล้วก็มีโรงละครใหม่ของอักษรจุฬาฯที่สามารถจุคนได้อยู่ประมาณ 300 คน แล้วเราก็จะมีโรงละครที่หลากหลายเพื่อจะรองรับละครในรูปแบบที่แตกต่างกัน นั่นก็คือความน่าสนใจของละครเวทีปัจจุบันจึงดูจะเป็นเพราะความหลากหลาย
แรงบันดาลใจที่ทำให้เราสร้างละครขึ้นมาเกิดจากอะไร
ปวิตร : ตัวของผมเองผมไม่ได้ทำละครบ่อย คือทำงานส่วนอื่นๆ ที่ทำให้ละครเกิดขึ้นได้ กับเป็นนักวิจารณ์ เพราะฉะนั้นก็คือผมดูมากกว่าทำแต่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเกิดความรู้สึกเหมือนกับ คัน คือมีเรื่องที่อยากจะเล่าหรืออยากที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ ผมก็จะทำ ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนสิงหาคมก็ทำละครที่มันค่อนข้างที่จะฉีกแนวออกมาจากละครเดิมๆ ก็คือละครเรื่อง มหาวิทย์ทะลาย ซึ่งเราไม่ได้เล่นในโรงละครแต่เราเล่นในห้องเรียนซึ่งมันก็จะไม่มีบท เป็นการด้นสดของนักแสดงตลอดเวลา แล้วก็จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมตลอดเวลา คือเราทดลองทำเพราะเราเป็นสถาบันการศึกษาเราเลยไม่ต้องกลัวเรื่องกำไรหรือขาดทุน เราห่วงแต่ว่าเราอยากจะให้นิสิตนักศึกษาของเราได้เรียนรู้รูปแบบละครหลายๆ รูปแบบ ใหม่ๆ มีทั้งที่มาจากต่างประเทศบ้าง ของไทยบ้าง เราก็อยากที่จะให้เขาได้มีประสบการณ์ที่หลากหลายเราก็ทดลองทำอะไรใหม่ๆ
.jpg)
คนที่สนใจจะเรียนหรืออยากเป็นนักแสดงละครเวทีจำเป็นต้องเรียนทางนี้โดยตรงหรือเปล่า
ปวิตร : ไม่จำเป็นครับเพราะว่ามันก็เป็นสถิติอยู่แล้วว่า คนส่วนใหญ่ที่ทำละครเวทีของไทยไม่ได้เรียนด้านนี้มาแต่มีประสบการณ์ คือในช่วงที่เขาเป็นนิสิตนักศึกษาอยู่ก็ไปร่วมกิจกรรมของชมรมต่างๆ บางคนไม่ได้เริ่มจากนักแสดงด้วยซ้ำ เช่นเริ่มจาก ทำฉาก ทาสีฉาก ทำตั๋ว เป็นฝ่ายหาทุน ตัดเย็บเสื้อผ้า จนคราวหลังเขาอาจจะมาเป็นนักแสดง หรือบางคนที่เคยเป็นนักแสดงในสมัยที่เป็นนิสิตนักศึกษาอาจจะเปลี่ยนไปเป็นคนทำเสื้อผ้า ทำอะไรหลายอย่างเพราะงานมันมีหลายด้านให้ทำกัน และแน่นอนว่าถ้าเกิดได้มาเรียนอย่างเป็นระบบ ได้มีการฝึกฝนอย่างจริงจังคุณภาพมันจะดีกว่า
บทบาทของการเป็นนักวิจารณ์
ปวิตร : นักวิจารณ์ก็เหมือนคนดูอีกคน หน้าที่ของนักวิจารณ์หนึ่งก็คือ รายงาน เกี่ยวกับละคร เหตุการณ์ หรือว่าผลงานที่เกิดขึ้น สองก็คือการวิเคราะห์ วิเคราะห์ว่างานนี้ผู้สร้างงานมีวัตถุประสงค์อย่างไร เขาพยายามที่จะทำตามวัตถุประสงค์ด้วยวิธีไหนบ้าง สุดท้ายก็คือการประเมินคุณค่า คือประเมินคุณค่าตามความคิดของนักวิจารณ์ผู้นั้นว่างานนี้มีคุณค่าทางศิลปะ มีคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรมมากน้อยแค่ไหนอย่างไร
.jpg)
การวิเคราะห์ของนักวิจารณ์มีผลต่อความคิดคนดูละครอย่างไรบ้าง
ปวิตร : ความคิดเห็นหรือการวิเคราะห์ของนักวิจารณ์ซักคนมันก็เป็นอัตวิสัย มันเป็นความคิดของนักวิจารณ์คนนั้นคนเดียว ในระยะยาวงานเขียนของนักวิจารณ์ก็น่าจะเป็นการบรรทุกได้ว่ามีละครเรื่องไหนเกิดขึ้นในเวลาไหน แต่ว่าคนอ่านก็คงต้องแยกให้ออกว่าอันไหนคือข้อเท็จจริง อันไหนคือความคิดเห็น แล้วเราต้องเข้าใจว่าอันนี้คือความคิดเห็นของคนๆ เดียว แต่แน่นอนว่าข้อเท็จจริงบางอย่างมันก็คือข้อเท็จจริง อย่างเช่น ละครเรื่องนี้เล่นกี่รอบ นักแสดงคนนี้เล่นเป็นตัวละครตัวนี้ ฉากสีนั้น เสื้อผ้าสีนั้น มีความยาวเท่าไหร่ อะไรแบบนี้มันเป็นข้อเท็จจริงที่จะเก็บไว้เป็นบันทึกได้ ซึ่งในที่ละครเวทีคึกคักกว่าบ้านเราก็จะมีนักวิจารณ์เยอะมาก มีหนังสือพิมพ์ มีนิตยสาร มีรายการโทรทัศน์ ที่เกี่ยวกับการวิจารณ์ละครเวทีแบบนี้เยอะมากซึ่งเขาก็จะไม่เชื่อใครคนใดคนหนึ่ง คือนักวิจารณ์อาจจะมีทั้งหมด 10 คน 8 คนชอบ 2 คนไม่ชอบ แต่คนดูอาจจะตัดสินใจกลับไปชมก็ได้
นักวิจารณ์ที่ดีควรเป็นอย่างไร
ปวิตร : ผมว่าอย่างแรกที่ควรมีคือนักวิจารณ์ต้องเป็นคนที่มีความจริงใจต่อความคิดเห็นของตัวเอง คือคิดเห็นอย่างไรก็เขียนไปอย่างนั้น พูดไปอย่างนั้น หลายครั้งที่เราเห็นเวลามีรอบสื่อมวลชนของละครเวที ภาพยนตร์ หรือละครโทรทัศน์อย่างไรก็แล้วแต่ สุดท้ายแล้วก็จะมีคำถามขึ้นมาว่าคุณรู้สึกอย่างไรกับละครเรื่องนี้ ส่วนใหญ่ก็จะพูดถึงเรื่องในแง่มุม อาจจะพูดแบบรวมๆ แต่ความจริงแล้วมีส่วนอื่นอีก
.jpg)
ถ้าคนที่อยากจะยึดเอานักวิจารณ์เป็นอาชีพควรจะต้องทำอย่างไร
ปวิตร : ถ้าเป็นนักวิจารณ์ซึ่งทำงานนี้เป็นอาชีพ เราไม่ได้เป็นเซเลบบริตี้ (celebrity) เราทำงานด้านนี้เป็นอาชีพเราก็ต้องพูดถึงทุกด้านที่เราอยากจะพูดถึงเกี่ยวกับงานชิ้นนั้น นั่นคืออย่างแรกที่ต้องมีความจริงใจกับความคิด ความเห็น ความรู้สึกของตัวเอง อย่างที่สองต้องมีความรู้ คือไม่จำเป็นว่าจะต้องเรียนด้านนี้มี อย่างนักวิจารณ์ภาพยนตร์ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำหนังเป็นแต่ต้องดูหนังเป็น ต้องมีประสบการณ์ในการดูหนังมากกว่าคนดูทั่วไป ซึ่งผมว่าสิ่งนี้สำคัญหรืออย่างคนที่วิจารณ์ฟุตบอลก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคนที่เตะฟุตบอลเก่ง เขาก็ดูฟุตบอลอย่างเดียว ต้องมีความรู้อย่างที่ว่าเวลาที่คนฟังเขาพูดก็จะเห็นว่าเขามีความรู้ในเรื่องที่เราไม่รู้จริงๆ แล้วก็ต้องเป็นคนที่ช่างคิดและช่างตั้งคำถาม ไม่กลัวที่จะเสนอความคิดเห็นที่แตกต่าง
สุดท้ายฝากถึงชาว Skoolbuz
ปวิตร : ละครเวทีจัดว่าเป็นศาสตร์ใหม่ที่อยากให้คนรุ่นใหม่ลองมารู้จักมาสัมผัสกันดูนะครับ ฝากให้ไปดูละครเวที ทุกเรื่อง ทุกที่ และลองอ่านหนังสือพิมพ์ The Nation จะมีเนื้อหาบทวิจารณ์ต่างๆ แล้วก็ฝากโรงละครโรงใหม่ไว้ คือ “ศูนย์ศิลปะการละคร สดใส พันธุมโกมล” อยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แล้วช่วงนี้จนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ก็จะมีเทศกาลละครก่อนจบ ซึ่งเป็นเทศกาลละครของนิสิตนักศึกษาที่อยู่ปีสี่ หรือว่าเรียนอยู่ปริญญาโทใกล้จะจบ และช่วงเดือนกุมภาพันธ์ วันที่ 15 – 16 และ 22 – 23 เราก็จะมีงาน ลาแฟต (La-Fete) ของทุกคอนเซปต์ก็จะมีมาจัดที่นี่ และในช่วงเดือนของมิถุนายนโรงละครแห่งนี้ก็จะเปิดอย่างเป็นทางการ ด้วยละครเรื่อง”แม่เป็ด” ซึ่งผมก็เล่นด้วยแล้วก็คงจะมีงานมาเล่นที่โรงละครแห่งนี้เรื่อยๆ อยากให้คนที่ไม่เคยชมละครเวทีก็ให้ลองไปชมดู จริงๆ แล้วละครเวทีไม่ได้แพงอย่างที่คิด ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ว่ามีอะไรแปลกใหม่กว่าละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ที่เราเคยดูแน่นอนครับ
.jpg)
.jpg)
ดูคลิปสัมภาษณ์เต็มๆ ได้ที่นี่เลยจ้า
วันนั้นพี่ Skoolbuz กลับบ้านไปได้ความรู้อย่างเต็มเปี่ยม เพิ่งรู้เหมือนกันว่าความน่าสนใจของละครเวทีนั้นนอกจากความสดที่เกิดขึ้นต่อหน้าผู้ชมแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าก็คือว่าความที่มันเกิดขึ้นจริง !! ต่อหน้าผู้ชมเพียงไม่กี่ร้อยคน !! และประเด็นของละครเวทีที่ต้องการนำเสนอต่อผู้ชมมันจะเป็นประเด็นที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ซึ่งจะแตกต่างจากโทรทัศน์หรือว่าภาพยนตร์ทั่วไป ถ้าน้องๆ คนไหนมีโอกาสก็ลองไปหาดูละครเวทีกันได้นะจ๊ะ เป็นประสปการณ์ที่น่าประทับใจที่จะเก็บเอาไว้เล่าให้เพื่อนๆ ฟังได้ดีเลยเช่นกัน สำหรับวันนี้พี่ Skoolbuz ขอตัวไปดูละครเวทีก่อนพบกันใหม่คราวหน้านะจ๊ะ บ๊ายบาย จ้า..
ขอขอบคุณ ปวิตร มหาสารินันทน์ และ คณะอักษรศาสตร์จุฬา ภาควิชา ศิลปะการละคร


















skb_teacher (0)
พี่หนวดเท่มากๆ (1 year 2 month ago)