สวัสดีจ้าน้องๆ ชาว Skoolbuz กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ Skooltalk วันนี้พี่ Skoolbuz พาน้องๆ มาพบกับ ผศ. สุรพงษ์ เอี่ยมพิชัยฤทธิ ที่จัดว่าเป็นอาจารย์ที่เป็นต้นแบบเป็นที่นับถือ และบ่มเพาะช่างภาพชื่อดังที่มีคุณภาพหลายคนของเมืองไทย อาทิเช่น "คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง" หัวหน้าช่างภาพ แห่งนิตยสาร a day และช่่างภาพที่มีชื่อเสียงอีกมากมายในวงการ อีกทั้งผลงานที่โดดเด่นอย่างมากมาย อาทิเช่นเป็นวิทยากรออกโทรทัศน์จากรายการ เรื่องจริงผ่านจอ และอีกมากมาย มาวันนี้อาจารย์ สุรพงษ์ หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า อาจารย์ปู่ จะมาพูดถึงศาสตร์ของการถ่ายภาพอย่างลึกซึ้งรวมไปถึงให้ความรู้ที่มีประโยชน์อีกด้วย มาพบกับความรู้ดีๆ ที่พี่ Skoolbuz มีมาฝากกันเลยจ้า
.jpg)
แนะนำตัว
ผศ.สุรพงษ์ : สวัสดีครับ ผม ผศ.สุรพงษ์ เอี่ยมพิชัยฤทธิ์ ครับ เป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะภาพถ่าย คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต ครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ
ผลงานที่ผ่านมามีอะไรบ้าง
ผศ.สุรพงษ์ : ผลงานที่ผ่านมาคือ ส่วนใหญ่ผมก็ทำงานทางด้านของวิชาการซะส่วนใหญ่นะครับ และก็จะมีพวกตำราบ้าง เขียนหนังสือบ้างครับ และก็เป็นวิทยากรที่จะไปให้ความรู้แลกเปลี่ยนความรู้กันกับบุคคลภายนอกบ้าง กับสมาคม ชมรม หรือว่ากลุ่มที่เขาสนใจทางด้านถ่ายภาพ นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราพยามเผยแพร่ความรู้นี้ออกไปให้มันกว้างขึ้นนะครับ "ผมเองเรียนการถ่ายภาพและภาพยนตร์มาจากวิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ ของสถาบันราชมงคล ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนมาเป็นมหาวิทยาลัยราชมงคลแล้วนะครับ จบปริญญาตรี ก็คือ ที่นั่นตอนที่ผมเรียน ผมจบประมาณปี 2519 ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีปริญญาตรี จบสูงสุดก็คือ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ ปวส " แล้วก็มาต่อปริญญาตรีทางด้านของการโฆษณาของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นะครับ ช่วงนั้นก็ทำงานอยู่ด้วยนะครับ ก็คือเรียนด้วยแล้วก็ทำงานด้วย เป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น ที่เทคนิคกรุงเทพอยู่ประมาณ 10 กว่าปี แล้วก็เริ่มมาเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยรังสิตนี้ ตั้งแต่ปี 2533 จนถึงปัจจุบันครับ

จุดเริ่มต้นที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องของการถ่ายภาพคืออะไร
ผศ.สุรพงษ์ : แต่เดิมของผม ที่บ้านเป็นร้านถ่ายรูปอยู่ เป็นร้านถ่ายรูปโบราณนะครับ อยู่ที่สุพรรณบุรี สามชุก นะครับ อาจจะเคยเห็น เพราะฉะนั้นมันเป็นอาชีพเดิมๆ ที่เราเคยทำอยู่ เคยเห็นมาแต่เด็ก และก็ลองได้มาเรียนกับที่เทคนิคกรุงเทพ ก็เพราะว่าที่นี่เขามีหลักสูตรที่สอนทางด้านของการถ่ายภาพ และภาพยนตร์ เราก็อยากเรียนรู้ว่าหลักๆ ที่เขาสอนกันมีอะไร มันน่าสนใจตรงไหน เมื่อเข้าไปเรียนรู้ก็ได้เรียนรู้ถึงวิธีคิด วิธีทำงานในเชิงที่เป็นทางด้านของยุโรป ทางด้านของฝั่งตะวันตก ทางด้านของทางฝั่งเอเชีย เรื่องเกี่ยวกับการถ่ายภาพส่วนใหญ่แล้วจะเป็นครูพักลักจำกัน จะไม่ค่อยมีตำราที่เป็นอะไรที่ชัดเจน มี่ที่เทคนิคกรุงเทพที่นี่ที่เดียวแหละครับ ที่มีตำรับตำรา มีครู อาจารย์ที่สอนชัดเจนที่สุด ได้ไปเรียนที่นั่นก็ได้เรียนรู้หลายอย่าง "จนกระทั่งได้มาทำงานที่มหาวิทยาลัยรังสิต ที่นี่เองเป็นคณะศิลปกรรม" เดิมทีเดียว ซึ่งสอนทางด้านศิลปะเป็นหลัก แล้วก็ภาพถ่ายนี่เป็นส่วนหนึ่ง เป็นสาขาหนึ่งที่มีการคิด ต้องมีการเรียนทางด้านของศิลปะ เป็นครึ่งหนึ่งของวิชาเรียน โดยธรรมชาติของการเรียนถ่ายภาพแล้ว เราต้องมีความรู้ทางด้านของศิลปะ 50 – 60% แล้วก็เราต้องรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ พวกเทคโนโลยีอีกประมาณ 40% ส่วนที่เหลือเราอาจจะต้องใช้ทักษะ ประสบการณ์ พวกนี้นะครับ ทีนี้เมื่อเรามาเรียนทางด้านของศิลปแล้ว ก็ทำให้เราได้รู้ว่าด้านการถ่ายภาพ ศิลปเองนี่เป็นสิ่งสำคัญ เป็นหัวใจหลัก บางคนถ่ายภาพมาแล้ว ถ่ายได้ แต่ไม่ทราบว่ามันสวยตรงไหน คือ เห็นคนอื่นเขาถ่ายมาสวยมาก ดีมาก แต่ว่าไม่รู้ว่าเขาทำยังไง พอเราให้ข้อมูลทางเทคนิค เขาทำได้ตามข้อมูลทางเทคนิคแต่มันไม่ได้อารมณ์ตามที่เขาอยากจะได้ นั่นก็เพราะว่าเขายังขาดความงาม ทางด้านของศิลปะ ก็คือความรู้ทางด้านศิลปะ อันนี้คือ สำคัญที่สุดก็คือ ต้องรู้ตรงนี้ ต้องเข้าใจครับ

การถ่ายภาพเบื้องต้นเป็นอย่างไร
ผศ.สุรพงษ์ : เรื่องของการถ่ายภาพ ธรรมชาติเลย เดิมๆ ทีเดียว มันเป็นเรื่องของการบันทึกเหตุการณ์ บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม แล้วก็บันทึกผู้คน ชีวิตผู้คน เพราะฉะนั้น พื้นฐานหลักๆ ของมัน มาจากการถ่าย Portrait จาก Portrait จากภาพบุคคลซะส่วนใหญ่ พวกชีวิต ธรรมชาติ ของผู้คนนั้นๆ แล้วก็อีกอันหนึ่งก็คือ เรื่องของสังคม ก็คือเป็นบันทึกเหตุการณ์ของสังคม ภาพประเภทนี้เราเรียกว่า Documentary หรือว่าพวกสารคดี งั้นหลักๆ เอง รูปที่เราจะมองเห็นชัดๆ ก็จะมีอยู่ 2 ส่วนหลักๆ ต่อมาเมื่อมีการทำงานหรือว่ามีการสร้างงานขึ้นมา วิชาการถ่ายภาพนี่ มันไป มันเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับในช่วงของยุคเรอเนอซองส์ คือ ศิลปะสมัยใหม่ ซึ่งช่วงนั้นก็จะมีอิมเพรสชันนิสต์ขึ้นมา ภาพถ่ายเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำงานคล้ายๆกัน อิมเพรสชันนิสต์ก็ได้อิทธิพลจากภาพถ่าย ภาพถ่ายก็ได้อิทธิพลจากอิมเพรสชันนิสต์ เพราะฉะนั้นส่วนนี้มันก็จะคู่ๆ กันมา เพราะฉะนั้นการถ่ายภาพมันก็จะมีแยกออกมา ก็คือ อิงศิลปะมากขึ้น เพราะว่าภาพถ่ายสมัยก่อนพอเริ่มต้นขึ้นมา เริ่มทีเดียวเป็นนักวิทยาศาสตร์คิดค้นขึ้นมา แต่ว่าพอมาเริ่มเป็นอะไรที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้รูปมาไวขึ้น ได้รูปมาชัดเจนขึ้น พวกศิลปินทั้งหลายก็เริ่มเอาสื่อตรงนี้มาใช้ คือเอาภาพถ่ายมาเป็นตัวแสดงออก ตัวสื่อทางความคิดของเขา เพราะฉะนั้นการถ่ายภาพหรือภาพถ่าย จึงเป็นสื่อตัวหนึ่ง เป็นมีเดียตัวหนึ่งในการทำงานศิลปะ ดังนั้นศิลปะก็เริ่มแตกแขนงออกมาอีกอันหนึ่งครับ

อุปกรณ์การถ่ายภาพมีความสำคัญกับช่างภาพมากน้อยแค่ไหน
ผศ.สุรพงษ์ : อุปกรณ์เองนี่ประมาณ 25% อุปกรณ์นี่จริงๆ แล้วมีอิทธิพลที่สุดก็คือ 25% อุปกรณ์ดีช่วยให้เราได้งานดีขึ้นจริง แต่มันขาดชีวิต ขาดจิตใจ เพราะฉะนั้นมันก็อยู่ที่คน อยู่ที่ตัวเราเองมากกว่า ดังนั้นซึงในตัวเราเองต้องมีความรู้ มีประสบการณ์ การที่จะหาความรู้ หาประสบการณ์เดี๋ยวนี้หาได้ง่าย ทีนี้ประสบการณ์จะได้จากตรงไหน จะได้จากการได้ทำงานบ่อยขึ้น การได้ร่วมกิจกรรมกับชมรม กับสมาคมถ่ายภาพและก็ได้เรียนจากสถาบันการศึกษา พวกนี้จะเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ที่ว่า 25% มันช่วยให้เราทำงานได้สะดวกขึ้น ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะปัจจุบันพอเป็นดิจิตอลมาแล้วมันยิ่งทำงานสบายมากขึ้น แต่ว่าดิจิตอลเองช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น ได้เห็นผลชัดเจนขึ้นแต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้งานเราพิเศษไปกว่าคนอื่น ถ้าเราไม่มีมุมมองทางความคิด ทางด้านศิลปะขึ้นมานะครับ

รู้ได้อย่างไรว่าแต่ละคนเหมาะกับการถ่ายภาพแนวไหน
ผศ.สุรพงษ์ : อันนี้อยู่ที่ความชอบส่วนบุคคลมากกว่าว่า โอเคเราถ่ายภาพ หรือเราดูภาพมานี่เราชอบภาพทำนองไหนมากที่สุด อย่างเช่น บางคนชอบท่องเที่ยว ชอบไปอยู่ในพื้นที่ที่เราต้องการความสงบ ต้องการดูธรรมชาติ พวกนี้คือชอบถ่ายพวก landscape พวกภูเขา น้ำตก ทะเล อะไรพวกนี้นะครับ อันนี้คือก็เป็นทิศทางหนึ่ง ก็เป็นอันหนึ่งที่เดี๋ยวนี้ก็เป็นที่นิยมอยู่เหมือนกัน ก็ถ้าเกิดเราชอบอย่างนั้น ก็คือเราก็ออกไปแนวนั้นได้ ก็คือออกจะผจญภัยนิดหนึ่ง ใช้ชีวิตกลางแจ้ง คนที่ชอบใช้ชีวิตกลางแจ้ง ชอบนอนเต็นท์อะไรพวกนี้นะครับ ขึ้นภูเขาทำงาน landscape ดีกว่า หรือคนที่ชอบสัตว์ รักสัตว์ อาจจะไปถ่ายพวกสัตว์ป่า อะไรพวกนี้ โอเคนั่นก็เป็นอีกทางหนึ่งนะครับ ถ้าเกิดว่าเราอยากอยู่กับคนมากกว่า อาจจะถ่ายภาพบุคคล หรือถ่ายแฟชั่น ถ้าเราชอบแฟชั่นหวือหวาหน่อย โอเคก็ถ่ายคนมากๆ ดูรูปคนแล้วชอบมากกว่าที่จะไปดูกิ่งไม้ใบหญ้าอะไรอย่างนี้มันก็โอเคมันก็จะเป็นอีกทางหนึ่ง ก็คืออันนั้นเราก็ฝึกขึ้นมา อย่างเช่น ถ้าเราชอบถ่ายแฟชั่น อาจจะเริ่มจากถ่ายคนก่อน ถ่ายคนถ่ายแล้วดูสวย ดูดี จะทำอย่างไรให้มันดูน่าสนใจ น่ารัก อะไรอย่างนี้นะครับ ก็เราก็ต้องดูจากนิทรรศการของภาพถ่ายก็ได้ หรือดูจากนิตยสารต่างๆก็ได้ เราดูว่าเราชอบหรือเปล่า ถ้าเกิดเราชอบใจแล้วลองทำงานทำนองนี้ดู ศึกษางานทางด้านนี้ดูนะครับ

อาจารย์เชี่ยวชาญทางด้านการถ่ายภาพแนวไหน
ผศ.สุรพงษ์ : ของผมทำได้ทุกส่วนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน landscape จะเป็นขาวดำ ใช้ฟิล์ม ใช้ดิจิตอลก็ทำได้ และก็ทางด้านของ Portrait แฟชั่นก็ทำได้นะครับ เพียงแต่ว่าการที่เราเป็นนักวิชาการมันต้องรู้กว้าง หลากหลาย และก็รู้ลึกในบางเรื่อง เพราะฉะนั้นในหลายๆ เรื่องผมก็พยายามจะดึงกลับมา อย่างเช่นกระบวนการที่มันล้าสมัย เป็นกระบวนการโบราณที่ไม่มีใครใช้กันแล้วไม่มีใครรู้จักกันแล้วผมก็จะดึงกลับมาให้ได้เรียนรู้กันว่าการทำงานมันไม่จำเป็นต้องไวต้องดูจากดิจิตอลเสมอไป เพราะว่าดิจิตอลเองมันก็เชื่อถือไม่ได้ มันสามารถที่จะสร้าง มันจะเสริม มันจะตัดทอนได้ แต่ว่าถ้าเกิดเป็นกระบวนการโบราณมันตัดทอนไม่ได้ มันเกิดขึ้นจากธรรมชาติของมันแท้ๆ ยกเว้นแต่ว่าคุณทำต้นฉบับมาเป็นตัดทอนมาก่อนโอเคถ้าเกิดทำงานทางด้านศิลปะไปแล้วเราอาจจะต้องตัดทอนออกไปเลยอย่างนี้ โอเคนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
การถ่ายภาพแต่ละชนิดมีเสน่ห์อย่างไรบ้าง
ผศ.สุรพงษ์ : ถ้าหากว่าอย่างการถ่ายภาพที่เป็นแฟชั่น เป็นภาพบุคคล เสน่ห์มันอยู่ที่การได้รู้จักผู้คน การได้เห็นสิ่งที่สวยงาม การได้สร้างสรรค์ความงามขึ้นมาตามจินตนาการของเรา หรือว่าตามแรงบันดาลใจ อันนี้คือเสน่ห์ของการถ่ายภาพบุคคล การถ่ายภาพบุคคลหรือว่าการถ่ายภาพแฟชั่นสิ่งสำคัญก็คือ ต้องเป็นคนที่เข้าสังคมง่าย และก็มีจิตวิทยา อารมณ์ดี บุคลิกดี อย่างนี้นะครับจะทำงานทางด้านนี้ได้ดี ได้ดีกว่าอีกลักษณะ charector หนึ่งนะครับ คนที่ชอบงานทางด้านของสารคดี หรือว่างานทางด้านของ Documentary บางทีเราได้ออกไปสัมผัสชีวิตจริง ทุกครั้งเราอยู่แต่ในเมืองเราก็รู้จักแต่ชีวิตในเมือง แต่เราไม่เคยรู้จักชีวิตของชนบท หรือว่าชีวิตที่เป็นจริงๆ ในพื้นที่ห่างไกล การที่เราได้ทำงานด้าน Documentary มันก็ช่วยให้เราได้ศึกษา ได้เรียนรู้ว่าการที่อยู่แบบง่ายๆ การที่อยู่แบบพอเพียงเป็นยังไง มันมีความงามของมันอยู่ การที่เขาอยู่อย่างนั้นมันก็มีแนวคิดของเขา เพราะเขามีความคิดของเขาว่าเขาอยู่แค่นี้พอแล้วไม่จำเป็นต้องไปวิ่งดิ้นรนไปกับเวลา กับการกระตุ้นทางสังคม กับการกระตุ้นทางการตลาด ก็คือใช้ชีวิตแบบพื้นฐานที่สุด ง่ายที่สุด อยู่อย่างเรียบง่ายที่สุด พอใจที่จะอยู่ตรงนี้มากที่สุด อันนี้ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการถ่ายภาพทางด้าน Documentary ถ้าหากว่าคุณจะชอบงานทางด้านของจินตนาการ ชอบคิด ชอบสร้างงาน ชอบที่จะทำงานที่มันพิเศษ ถูกอารมณ์ของตัวเอง อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นการทำงานทางด้านของศิลปะ อันนี้ก็คือคนที่ชอบจินตนาการ ดูงานแล้วชอบคิดต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งงานทางด้านศิลปะเราสามารถทำได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเหมือนจริง เหนือจริง หรือว่าจะเป็นแบบแฟนตาซี หรือว่าจะเป็นแบบเชิงปรัชญา เชิงความคิด ลัทธิทางด้านเซนอะไรพวกนี้นะครับ อันนี้ก็จะเอาพวกนี้มาใช้ ก็คือจะอิงทางด้านศิลปะ ทางด้านความคิดมากขึ้น

การที่จะประสบความสำเร็จในด้านการถ่ายภาพต้องมีการเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง
ผศ.สุรพงษ์ : อันแรกก็คือประสบการณ์ ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดว่า การที่เราจะสร้างแรงบันดาลใจ หรือการที่เราจะทำงานให้มันสำเร็จได้ ถ้าเกิดเราขาดประสบการณ์ ขาดทักษะมันก็ไม่สำเร็จหรอก บางคนได้แต่คิด ได้แต่ฝันแต่ไม่เคยลงมือ มันก็ทำอะไรไม่ได้ก็ไม่สำเร็จ ดังนั้น การที่เราจะทำงานให้มันสำเร็จได้ก็คือ การที่เราทำงานเยอะๆ การได้ประสบการณ์ ได้เรียนรู้จากผู้คน การได้เข้าไปสังสรรค์กับผู้คน การที่เราได้อ่าน การที่เราได้ดูนิทรรศการต่างๆ พวกนี้แหละครับที่จะเป็นส่วนต่างๆที่ทำให้เรามีองค์ความรู้ เรามีแหล่งความรู้อยู่ในตัว แล้วเราสามารถที่จะทำงานให้มันประสบความสำเร็จได้ดีกว่าคนอื่น
ความแตกต่างของวงการช่างภาพของอดีตและปัจจุบันเป็นอย่างไร
ผศ.สุรพงษ์ : ต่างกันเยอะ ครับ แต่ก่อนเองการถ่ายภาพเราจะมองในแง่ของความงาม และก็ให้ความสำคัญกับความพิถีพิถัน ของการเป็นงานช่าง ให้ความสำคัญกับน้ำหนักของภาพ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้น ปรากฏขึ้นจากการกระทำของเรา เพราะฉะนั้นความละเมียดละไม ความละเอียดอ่อน ความคิดที่ซับซ้อนจะอยู่ที่คนรุ่นเก่า ซึ่งจะมีอยู่ค่อนข้างเยอะ เราจะเห็นงานสมัยโบราณ ดูสวยมาก ดูมีชีวิต ดูสวยงาม ดูได้อารมณ์ทำนองนี้นะครับ แต่ว่าถ้าเป็นรุ่นใหม่เราจะเห็นว่า งานทุกอย่างมันจะเหมือนๆ กันหมด เหมือนเราผลิตมาจากอุตสาหกรรม เพราะว่าเราอาศัยความเร็ว เราจะใช้ความเร็ว โดยเฉพาะดิจิตอล ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ ขาดความละเอียดอ่อนในการทำงาน ขาดความละเอียดอ่อนในการคิด ขาดความละเอียดอ่อนในการที่จะนำเสนอมุมมองของตัวเองออกมา การที่เราใช้ชีวิตเร่งรีบเกินไป มันทำให้เราไม่ได้ทบทวนในรายละเอียดขึ้นมา แล้วก็สมัยใหม่เราไปพึ่งพิงเครื่องมือมากเกินไป เราไปพึ่งพิงแหล่งผลิตหรือว่าศูนย์บริการมากเกินไป ทำให้เราไม่เข้าใจว่างานที่ออกมา ความงามมันอยู่ตรงไหน เราจะควบคุมมันได้อย่างไร เราไม่รู้ เราจะอาศัยแต่ศูนย์บริการเขา ศูนย์บริการเขาบอกว่า โอเคพี่ พี่ถ่ายมานะ น้องถ่ายมานะ มันมืดไปนะ ผมบวกแสงให้เพิ่มอีก สว่างขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง ซึ่งจริงๆแล้วการให้แสงเพิ่มอีกหน่อยหนึ่ง แทนที่มันจะได้อารมณ์ของภาพมันเลยไม่ได้อารมณ์ เพราะมันสว่างไปหมด พอมันสว่างไปหมดมันก็โล่งโจ้ง ไม่มีอะไรน่าสนใจ ดังนั้นการที่เราได้งาน ได้แสง ได้เงา มีความมืด ความสว่างในตัวของมันเองอย่างนี้ มันก็จะช่วยให้เราได้งานออกมาสวยกว่า นั่นก็คือการที่เราได้รู้สึกละเอียดอ่อนกับมันมากขึ้น ได้อารมณ์กับมันมากขึ้น

ลักษณะของช่างภาพที่ดีควรจะเป็นอย่างไร
ผศ.สุรพงษ์ : อันที่หนึ่งก็คือ ต้องมีจริยธรรม ต้องเคารพในสิ่งที่เกิดขึ้น อย่าไปดัด อย่าไปตัดทอน อย่าไปเปลี่ยนแปลงมันมาก อันที่สองก็คือ อย่าไปกระตุ้นให้เกิดค่านิยมผิดๆ อย่างเช่น เวลาที่เราไปถ่ายภาพเด็กชาวเขา หรือว่าเราไปถ่ายภาพกับชุมชนที่อยู่ห่างไกล เราอย่าไปให้เงินให้ทองเขา เพราะว่านั่นเป็นสิ่งที่ผิด เพราะว่าเขาไม่ต้องการ เขาต้องการน้ำใจมากกว่า โอเคเราบอกเราให้เป็นศิลป์น้ำใจ แต่ควรจะเป็นอย่างอื่นมากกว่าของที่มันเป็นวัตถุนิยม เรามาช่วยเหลือเขาอย่างอื่นดีกว่า อย่างเช่น อาจจะใช้วิธีระดมหนังสือไปบริจาคโรงเรียน หาเสื้อผ้าไปให้เขา หาสิ่งที่จะเอื้ออำนวยความสะดวกให้เขา หรือว่าจะไปร่วมกิจกรรมกับประเพณีชุมชนเขา อย่างนั้นดีกว่า ดีกว่าที่จะเอาเป็นสะตังไปให้เขา แล้วมันทำให้เด็กติดนิสัย แล้วมันก็ทำให้ เวลาถ่ายภาพกับเราปุ๊บ 20 บาท อะไรอย่างนี้ มันก็เลยทำให้ค่านิยมนี้เปลี่ยนไป อันนี้คือสิ่งที่ไม่ควรนะครับ อันที่สองนี้คือ นักถ่ายภาพสมัยใหม่ส่วนใหญ่แล้วเขาไม่ให้ความเคารพกับสถานที่ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเกิดเราไปที่ไหนแล้วไม่ให้ความเคารพกับเขา เขาก็จะไม่เคารพเราเหมือนกัน เพราะฉะนั้น สิ่งนี้คือสิ่งสำคัญที่สุด

สุดท้าย ฝากถึงชาว SKOOLBUZ ในการค้นหาตัวเองและบอกถึงความน่าสนใจในการถ่ายภาพ
ผศ.สุรพงษ์ : ในการที่เราจะค้นหาตัวเอง เราต้องกลับมาดูว่าเราชอบอะไรมากกว่านะครับ หนึ่งก็คือ เราชอบอ่านหนังสือไหม เราชอบผจญภัยไหม เราชอบใช้ชีวิตกลางแจ้งไหม หรือเราต้องการที่จะเป็นคนที่ต้องการเปิดโลกกว้าง ต้องการไปผจญในโลกกว้างอะไรอย่างนี้นะครับ อันนี้เป็นส่วนหนึ่ง ถ้าเกิดคุณมาเรียนการถ่ายภาพคุณจะได้พบกับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันทำให้คุณได้เห็นชีวิตมากขึ้น ได้เรียนรู้สังคมมากขึ้น แล้วก็คุณก็สามารถที่จะส่งเสริมให้สังคมเจริญมากขึ้น สามารถที่จะถ่ายทอดอารยธรรม หรือวัฒนธรรมพื้นถิ่น เอามาให้คนเขาเข้าใจ ได้เรียนรู้ แล้วก็เคารพในวัฒนธรรมพื้นถิ่นนั้น เราอย่าไปมองว่าวัฒนธรรมพื้นถิ่นนั้นมันไร้ค่า ไม่ใช่นะครับ นั่นคือคุณคิดผิดแล้ว ถ้าเกิดคุณได้มาเรียนถ่ายภาพคุณจะได้เห็นความจริงว่าอารยธรรมพื้นถิ่น ภูมิปัญญาพื้นถิ่น สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ตรงนั้น
.jpg)
ชมคลิปเต็มๆ ได้ที่นี่เลยจ้า
เป็นยังไงกันบ้างจ๊ะ กับความรู้ดีๆ แน่นๆ ที่มีมาฝากกัน หวังว่าคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ ที่อยากเป็นช่างภาพหรืออยากเรียนรู้ด้านนี้ไม่มากก็น้อย เห็นได้ชัดเลยว่าการที่เราจะทำอะไรทุกอย่างอยู่ที่ความตั้งใจ และความพยายามของเรา ในเม่ือเรามีเป้าหมายแล้วก็อย่าลืมก้าวไปให้ถึง และหมั่นฝึกฝนประสปการณ์ความรู้ต่างๆ ที่มีให้เต็มที่นะจ๊ะ สำหรับใครที่ท้อกับชีวิต หรือผิดหวังในการสอบ พี่ Skoolbuz ก็ขอเอาใจช่วย สู้ๆ ทุกคนจ้า
ขอขอบคุณ อาจารย์ สุรพงษ์ เอี่ยมพิชัยฤทธิ์ และ คณะศิลปและการออกแบบ สาขา ศิลปภาพถ่าย มหาวิทยาลัยรังสิต
.png)



















newsy136 (0)
ได้ความรู้และแรงบันดาลใจในการถ่ายภาพมากขึ้นเลยอะค่ะ : ) (1 year 2 month ago)