Close
##[setQuiz]##
ตอบโลด

00:00

 
กำลังดำเนินการ กรุณารอสักครู่...

Find People


  •  
  •  
  •  
  •  

 

  •  
  •  
  •  
  •  

ผลการค้นหา

 



Following

2

Follower

20

ความดี0%
ความขยัน0%



Skoolbuz
Pleng
Zheza
จำฉันไว้ในระบบ ลืมรหัสผ่าน?
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

รายการย้อนหลัง

SkoolTalk ที่สุดของปี 2011
อีกไม่กี่อึดใจก็เข้าปี 2012 สคูลบัสเลยขอพาน้องๆ...
รู้จัก Four - Mod กับ I AM Four - Mod
ถ้าพูดถึงโฟร์ มดใครๆ ก็คงจะต้องนึกถึงภาพของสองส...
"ศิลปะกระโดดข้ามช่อง" กับ iannnnn ผู้ก่อตั้งเว็บ F0nt เจ้าของเว็บ Fail
ช่วงนี้ก็อยู่ในช่วงการประกาศรางวัล Skoolbuz Awa...
พัฒนะ จิรวงศ์ - ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี
" ถ้าพูดถึงคำว่าสารคดีหลายๆ คนก็อาจจะพากัน...
เข้าถึง fashion กับ บรรณาธิการบริหาร Cheeze Mag คุณปู จิรัฎฐ์
      เราต้องยอ...
กลับไปที่ Skool Talk

พาชิมพาเที่ยว@ฟาร์มโชคชัย

จากคอลัมน์ After Skool

หน้าหลัก » SkoolMag » Skool Talk » Exclusive Interview ต้อม ยุทธเลิศ

Exclusive Interview ต้อม ยุทธเลิศ

โดย SkoolMag

ให้คะแนน
ชอบเรื่องนี้

ทุกคนคงจะเคยฝันที่อยากจะโลดแล่นอยู่ในเส้นทางวงการมายา แต่ใครจะรู้บ้างว่านอกจากเบื้องหน้าที่เป็นนักแสดงแล้ว ยังมีเบื้องหลังของนักแสดงอีกหลายคน นั่นก็คือการเป็นผู้กำกับ ในเมื่อช่วงนี้กระแสภาพยนต์ไทยที่มีออกมาเยอะมาก และจัดว่าคุณภาพดีเยี่ยม เห็นอย่างนี้พี่ Skoolbuz ก็เลยอยากพาน้องๆ มารู้จักกับผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของวงการภาพยนตร์ไทย.......... นั่นก็คือ พี่ต้อม ยุทธเลิศ สิปปภาค นั่นเอง ไปรู้จักพี่ต้อมพร้อมๆ กันเลยดีกว่าจ้า !!

 

 

 


แนะนำตัว


พี่ต้อม : ยุทธเลิศ สิปปภาค ตอนนี้กำกับหนังเรื่อง บางกอกกังฟูอยู่ครับ


จุดเริ่มต้นในการเป็นผู้กำกับ


พี่ต้อม : เริ่มจากความชอบของเรา ด้วยความที่เป็นคนชอบดูหนัง เป็นกิจกรรมที่ดูตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน ผมชอบไปโรงหนังมาก ชอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับหนัง ไม่ว่าโปสเตอร์ หรือว่าบรรยากาศในโรงหนัง กิจกรรมเวลาไปดู หลังจากนั้นก็ได้เป็นตัวจุดประกายให้เราอยากจะลองทำหนัง ไม่ได้อยากเป็นผู้กำกับนะ เพราะเราไม่รู้ว่าตำแหน่งผู้กำกับนี่มันมีอะไรซับซ้อนไหม เราอยากทำหนังสักเรื่องหนึ่ง หลังจากเรียนจบ "ชอบหนังแต่ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับหนัง พี่จบช่างศิลป์แล้วก็ไปเรียนต่อศิลปากร จบ interior design แล้วก็หลังจากจบ interior design ก็มาเปิดบริษัทอยู่ประมาณปีหนึ่ง แล้วก็เริ่มที่จะตัดสินใจว่าควรจะทำอะไรในสิ่งที่เราอยากจะทำจริงๆ คืออยากจะทำหนัง" แล้วก็ตัดสินใจจะไปนิวยอร์ก ว่าจะไปเรียนฟิล์มที่นั่น แต่ว่าค่าเรียนแพงมาก เป็นล้าน เกือบล้าน เรามีเงินอยู่สองแสนห้า ก็เลยลงเรียนจิตรกรรมไป เรียนอยู่สองปี ก็ศึกษาวิธีการทำหนัง ด้วยความที่ไม่มีเงินเรียนก็เลยอ่านหนังสือเอา อยู่ในร้านหนังสือมันมีหนังสือภาษาอังกฤษอยู่เล่มหนึ่งเขาบอกว่า ถ้าคุณคิดเลือกที่จะเป็นผู้กำกับเขาบอกว่าคุณคิดถูกแล้ว เพราะมันคืออาชีพที่ดีที่สุดในโลก เขาพูดขนาดนี้แล้วแสดงว่าคนพูดต้องมั่นใจมาก แต่เราก็ไม่ได้มั่นใจว่ามันจะขนาดนั้น เพียงแต่ว่าเราชอบอยู่แล้วมันก็เลยเป็นคำพูดที่ทำให้เราตัดสินใจว่า เราจะกลับเมืองไทยมาเป็นผู้กำกับหนังสักหนึ่งเรื่อง หลังจากนั้นค่อยว่ากัน หลังจากนั้นก็เริ่มกลับมา


เมื่อกลับมาแล้วมีโอกาสเริ่มทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ยังไงบ้าง


พี่ต้อม : ไม่มี เราก็กลับไปคุยกับ thai entertainment เลย ตอนสมัยก่อน 10 กว่าปีที่แล้ว ตอนนั้น thai entertainment กำลังจะทำหนังเรื่อง แรงเป็นไฟละลายแค่เธอ หนังเรื่องนั้นกำลังจะออกมา กำลังจะทำ Production แล้วเราก็เข้าไปเสนอตัวว่าเราอยากเป็นผู้กำกับ ให้รุ่นพี่ขอเบอร์คุณวิสุทธิ์มา แล้วเราก็โทรไปคุยเอง ผมชื่อยุทธเลิศครับ คุณวิสุทธิ์ยังให้การสนับสนุนหนังไทยอยู่หรือเปล่าครับ เขาบอกยังทำอยู่ ก็บอกเรามีโปรเจคจะเสนอ เขาบอกโอเคงั้นนัดมาเจอกัน อีกสองอาทิตย์เขาก็นัดเรา เราก็วางหูไปตกใจ ตายละเราไม่มีงาน เรามีแต่ความอยากแต่เราไม่มีงาน จะเอาอะไรไปเสนอ สุดท้ายกลับมาดูที่ในห้องที่บ้าน ด้วยความที่เป็นคนชอบถ่ายรูป ก็จะถ่ายเพื่อน รูปสมัยเรียนที่ศิลปากร ในสี่ปีที่เรียนอยู่นั่นรูปจะเยอะมาก เราก็เลยคิดว่า เราน่าจะทำหนังในสิ่งที่เราคุ้นเคย แล้วก็รู้จักมันดีที่สุด เราก็เลยตัดสินใจทำหนังเกี่ยวกับศิลปากร แต่ว่าเราไม่มีงานไปเสนอ เราจะเล่าเรื่องยังไง MV ก็ไม่เคยทำ ละครก็ไม่เคย หนังสั้นก็ไม่เคย ยังไม่เคยทำอะไร "เราก็เลยตัดสินใจเอาฟิล์มสไลด์มาถ่ายรูปทั้งหมดที่มี แล้วไปอัดสไลด์แล้วก็เรียงเรื่องราว และก็เปิดสไลด์ให้เข้ากับเพลงเหมือนทำMV ทำMVสด" เราคิดว่านี่เจ๋งแล้ว ตอนนั้นเลือกเพลง ของอัสนี รักเธอเสมอ ไปเสนอครับ อีกสองอาทิตย์ก็ไปเจอคุณวิสุทธ์ บริษัทเขามีอยู่สองคน คุณวิสุทธิ์คนหนึ่งกับโปรดิวเซอร์คนหนึ่ง ไปถึงเราก็ไม่ให้เขาพูดอะไร ไม่ต้องถามอะไรเลย ให้ดูงานก่อน แล้วเปิดเพลง ตอนไปนี่คือเอาเครื่องเสียงจากบ้านไปด้วยนะ แล้วเครื่องฉายสไลด์ แต่ตอนขึ้นลิฟท์รู้สึกว่าเรามาทำอะไร เริ่มทุเรศตัวเองในลิฟท์ แต่ลิฟท์มันก็เปิดแล้วไง ก็ต้องเดินต่อแล้ว เข้าไปในห้องประชุมแล้วก็ฉายให้เขาดู จบ เขาถามเดี๋ยวๆ ขอตั้งหลักก่อน ช่วยแนะนำตัวเองหน่อยว่าคุณต้องการอะไร อ้าวผมยุทธเลิศไงครับ ผมต้องการเป็นผู้กำกับหนัง "แล้วเคยเรียนอะไรมาเกี่ยวกับหนังไหม ไม่เคย เรียนอะไร เคยเรียนเพาะช่างครับ ต่อด้วยเรียนศิลปากร จบ interior design แล้วอยู่นิวยอร์กเรียนอะไร เรียน Painting แล้วมีอะไรเกี่ยวกับหนังไหม ไม่มี อ้าวแล้วทำไมคิดว่าตัวเองเป็นผู้กำกับได้ มันรู้สึกว่าเราเป็นผู้กำกับได้ เราบอกว่าเราแค่รู้สึก" เขาคงไม่ Touch

 

 

 

 

พี่ต้อม : (ต่อ) แล้วก็มีการพูดคุยกันแล้วหลายอย่างก็ไม่ตรงกัน จนในที่สุดเรายังยืนยันว่าเราคิดว่าเราทำหนังได้ เขาก็เลยบอกเอาอย่างนี้แล้วกัน คุณไปเขียนเรื่องมาคุณอยากทำเรื่องอะไร เราก็เลยกะว่า กลับไปอีกสองอาทิตย์ เป็นครั้งแรกที่เริ่มพิมพ์ดีดเอง เริ่มจิ้มทีละนิ้ว สมัยก่อนคอมพิวเตอร์ยังไม่มา จิ้มทีละนิ้ว เพราะจะไปจ้างคนอื่นก็ยังไม่รู้จะไปบอกเขาว่าเราจะเขียนยังไง แต่สุดท้ายก็ได้ชื่อหนัง Plot มาหน้าหนึ่ง ได้สองหน้า แล้วก็ส่งไปให้เขาอ่าน อีกวันเขาก็นัด เราก็คิดว่าโดนละ พอไปถึงเขาก็โยนบทตรงหน้า เอาไปที่ไหนเขาก็ไม่ทำหรอก มันน้ำเน่า เขามีแต่หนึ่งหญิงสองชายกันเขาไม่มีหรอกหนึ่งชายสองหญิง ก็เถียงกันเรื่องน้ำเน่าไม่น้ำเน่า high concept คือเขาบอกอ้าว Printing woman ก็น้ำเน่าสิแล้วทำไมทำได้ตัง เขาบอกมันไม่ใช่หนังน้ำเน่านั่นคือหนัง high concept เราก็งง high concept คืออะไร ก็ยังไม่เลิกล้มนะเราก็เถียงกับเขา เราก็เถียงกันหลายเรื่อง จนในที่สุดเขาก็บอกว่าถ้าคุณยืนยันว่าคุณจะทำหนังนะ คุณช่วยเขียนบทให้เสร็จ เอาแค่ทรีตเม้นท์นะไม่ต้องเป็นบท เราก็ออกมาแล้วโปรดิวเซอร์คนหนึ่งก็เดินมาตบไหล่แล้วบอกว่าผมไม่เคยเจอ เขาก็เลยให้ทรีตเม้นท์ที่ดีที่สุดของ thai entertainment เอาไปศึกษา "หลังจากนั้นก็เลยกลับนิวยอร์ก ก็เริ่มอ่านหนังสือเรื่องของการเขียนบทภาพยนตร์ละเอียดจากภาษาอังกฤษที่อ่านแล้วต้องแปลทีละหน้า แต่มันก็ดีก็เข้าใจค่อนข้างเยอะกว่าจะจบ มันก็ทำให้เราเขียนหนังได้ประมาณ 30%"

 

พี่ต้อม : (ต่อ) ตอนนั้น นอกจากเขียนบทแล้วเราก็ยังทำเป็น Story broad เอาความสามารถทางศิลปะเติมเข้ามา แล้วก็ส่งบทจากนิวยอร์กมา thai entertainment รู้สึกเขาจะเอาไปให้พี่ปื๊ด ดูแล้วพี่ปื๊ดก็บอก น่าจะกำกับหนังได้ เราก็โทรมาถามเป็นไงครับ น่าสนใจไหม เขาก็สนใจนะ เราก็เลยกลับมา แล้วก็เข้ามาคุยรายละเอียดแต่ว่าเขาขอให้ไปช่วยหนังเรื่องแรงเป็นไฟละลายแค่เธอก่อน แต่เราบอกเขาว่าทำไปแล้วเราทำไม่ได้ เพราะว่าเราไม่มีประสบการณ์ ก็เลยไม่ได้ไปเป็นผู้ช่วย แล้วเขาบอกว่าถ้าคุณเป็นผู้ช่วยไม่ได้แล้วคุณจะเป็นผู้กำกับได้ไง เราก็บอกเขามันไม่น่าจะเกี่ยวกัน "คือผู้กำกับไม่จำเป็นต้องมาจากผู้ช่วย ผู้กำกับไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ในการทำงาน ถ้ามีเรื่องเล่าคือไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์แต่ผู้ช่วยต้องมีประสบการณ์ เพราะว่าคุณต้องเรียนรู้กระบวนการทำหนังทั้งหมดนี่สำคัญ" แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยเขา ก็เลยกลับมาเขียนบทที่เขียนไว้ต่อให้เสร็จ และส่งไปให้เขาอีกที แต่ก็เป็นปีนะกว่าจะเสร็จ ส่งไปให้เขาดูแล้วเขาก็นัดมาคุย เขาก็เอาบทวางให้เรา มันเป็นบทที่ดีมาก ถ้าเรื่องนี้ได้ทำหนังนะ เขาจะเป็นคนแรกที่จะไปยืนซื้อตั๋ว คุณวิสุทธ์พูด โดนละแล้วตกลงเราจะเปิดกล้องเลยไหม เขาบอกมันเป็นหนังดีนะแต่มันเป็นหนังที่ไม่น่าทำ หลังจากนั้นพี่ก็เอาบทไปเสนอหลายที่แต่ก็ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งวันหนึ่งมีค่ายหนึ่งสนใจ เราก็เข้าไปทำแต่ว่าก็มีทะเลาะกัน เพราะว่าคงจะเป็นเรื่องของทัศนคติอะไรหลายอย่าง เราก็โดนเด้งออกมาจากค่ายนั้นโดยข้อหาที่ว่า คนอย่างเราไม่น่าจะเป็นผู้กำกับได้ แต่เราก็ไม่เข้าใจว่าเราเขียนบทได้แต่ทำไมจะกำกับไม่ได้ มันก็ยังคาใจตลอดเวลา พอออกมาหนังเรื่องนั้นก็ออกมาเป็นเรื่อง รักออกแบบไม่ได้ ได้รางวัลไป ได้คนชมไป แล้วอีกวันเราก็กลับมานั่งเขียนบทใหม่ ชื่อเรื่องไกลปืนเที่ยง ตั้ง concept ไว้คือเอาตลกมาเล่น แต่ไปขายที่ไหนก็ไม่มีใครเอา แต่สุดท้ายราเชนเปิดบริษัทอาวอง ได้คุยกันเหมือนว่าราเชนจะพอมองออกว่ามันน่าสนใจ หลังจากนั้นก็กลายเป็นมือปืนโลกพระจันทร์

 

 

 

 

มือปืนโลกพระจันทร์เป็นเรื่องแรกที่เข้าสู่วงการนี้เต็มตัวหรือเปล่า


พี่ต้อม : ใช่ ได้กำกับ ได้เขียนบทได้ทำทุกอย่าง ตอนทำหนังเสร็จก็เรียกบรรดาผู้กำกับมาดู เราเชื่อว่าหลายคนส่ายหัวกับวิธีการทำหนังที่มันออกมา แต่พอฉายในโรงแล้วปรากฏว่าเป็นหนังทำเงินถล่มทลายนะในสมัยนั้น 120 ล้าน คือมันพลิกวงการ มันทำลายความเชื่อของคนหลายคนไป แล้วมันทำให้เราที่เป็นใครก็ไม่รู้ที่ได้ทำหนังเป็นอีกคนหนึ่ง


การทำหนังในสไตล์ของพี่ต้อมเป็นยังไง


พี่ต้อม : ไม่รู้เหมือนกัน ตอนเราทำเราก็แค่ทำในความรู้สึกที่ว่ามันควรจะเป็นแบบนี้ เราใช้สัญชาตญาณ เราใช้จิตสำนึกส่วนตัวทำ เพราะฉะนั้นสไตล์นี่คงจะเป็นคนอื่นตัดสิน มันอาจจะมาจากวิธี ความคิดและความเชื่อ แต่หลังจากทำมือปืนโลกพระจันทร์ เราก็ทำหนังหลายสไตล์นะ ไม่ว่าจะเป็นหนังรัก หนังผี หนังตลก แต่คนก็บอกว่ามันมีกลิ่นของความเป็นยุทธเลิศอยู่ เราก็ไม่รู้ว่ากลิ่นนั้นมันเป็นยังไง เรามองไม่ออก เราไม่รู้ตัว แต่คนชอบบอกว่าเรามีสไตล์ แต่จริงๆแล้วเราพยามบอกว่าเราไม่มีสไตล์นะ เราทำหนังได้หลายแนวนะ เขาบอกว่าการไม่มีสไตล์นั้นเป็นสไตล์ของเรา พูดอะไรก็ได้ ไม่ค่อยยึดติดอยู่กับที่ที่ควรจะอยู่


หนังเรื่องไหนที่ทำให้พี่ต้อมภูมิใจที่สุด


พี่ต้อม : ถ้าภูมิใจแต่สนุกที่สุดคือเรื่อง บุบผาราตรีภาค 1 เป็นตัวปลดปล่อยความรู้สึกของคนทำหนังมากที่สุด แต่ถ้าภูมิใจคงเป็นมือปืนโลกพระจันทร์ มันเหมือนเราทำงานแล้วเราสำเร็จเลย เพราะมันเป็นจุดสำเร็จที่เราไม่เคยคิดว่ามันจะสำเร็จ จริงๆเรามาทำหนังแค่เราต้องการจะรู้ว่าหนังมันเป็นสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ หรือเปล่าแค่นั้น แต่มือปืนโลกพระจันทร์พอได้ทำแล้ว มันเหมือนให้โบนัสมาด้วย ให้เงินมาด้วย ให้ความสำเร็จมาด้วย จริงๆพี่มีอยู่สองstep ในการทำ เข้ามาแล้วล้ม ก้าวที่สองนี่คือสำเร็จเลย มันก็เลยจบ หลังๆนั่นคือเป็นการบำบัดตัวเอง การใช้ชีวิตอยู่กับการทำหนังยังไงมากกว่า การทำหนังหลังๆมันเลยเป็นเรื่องของทดลอง ลองทำหนังรักได้ไหม ลองดราม่า ลองเป็นผีไม่มีรูปแบบได้ไหม ลองเป็นอะไรที่มันเป็นไทยๆ ได้ไหม ตอนนี้ก็ยังทดลองอยู่ บางกอกกังฟูนี่ถือกลับมาทดลองหนักขึ้น เพราะว่าหนังกำลังภายในส่วนใหญ่เราจะเห็นในเฉพาะหนังพีเรียด เราสนใจว่าถ้าเกิดกำลังภายในมันอยู่ร่วมสมัยปัจจุบัน มันเป็นไปได้ไหม แล้วมันอยู่ร่วมในลักษณะของหนังรักวัยรุ่น เราทำยังไงให้ความเชื่อตรงนั้นมีอยู่ จะดึงอะไรพวกนั้นออกมา เราคิดว่ามันเป็นการทดลองที่แปลกจนกระทั่งตัวเองก็ยังมองภาพจบไม่ออก เราจะไม่ค่อยเห็นงานผสมแบบนี้ค่อนข้างเยอะ มันจะเป็นการมิกซ์กันในหนัง ในหนังผีอาจจะมีตลก ในหนังตลกอาจจะมีดราม่าอยู่ คือมันจะบวกแนวหนังเข้าไปอยู่เกินสองแนวเสมอ

 

 

 


การเป็นผู้กำกับที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร


พี่ต้อม : การเป็นผู้กำกับที่ดีมันคงคล้ายๆ กับหนังดี หนังดีมักจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่ดีไปหมดทุกอย่าง ไม่ว่า Promote ดี บทที่ดี การแสดงที่ดี โปรดิวเซอร์ที่ดี วันเวลาเข้าที่ดี และการเป็นผู้กำกับที่ดี ถ้าจะพูดมันก็ต้องดีไปทั้งหมด แต่ว่าเราก็รู้ว่าไม่มีใคร Perfect ขนาดนั้นหรอก ถ้าเราเป็นผู้กำกับที่ดีไม่ได้ ก็ควรจะเป็นผู้กำกับที่รู้จักตัวเองให้มากที่สุด คือต้องรู้จักตัวเองให้ดีก่อน เพราะการที่ผู้กำกับรู้จักตัวเองดีแล้ว มันจะทำให้คนที่ทำงานรอบเรามองเห็นภาพเราชัดขึ้นและก็มองเห็นในสิ่งที่เราจะทำชัดขึ้น นั่นมันจะเป็นจุดที่จะลีดคนไปสู่ในจุดที่เราต้องการทำได้และง่ายขึ้น เพราะผู้กำกับมันเหมือนหัวใจของการทำหนัง ทุกคนไม่ว่านายทุน นักแสดง คนทุกคนต้องรอคำตอบจากเรา ถ้าเกิดเราไม่รู้ว่าเราต้องการอะไร มันมีสิทธิ์ที่ความคิดดีๆ จะเปลี่ยนเป็นหนังไม่ดีได้ มันถ่ายทอดออกมาไม่ได้ แต่ที่เหนือนั้นต้องเป็นคนดีนะ ถ้าถือศีล 5 ได้ก็ดี


มีวิธีการเลือกนักแสดงยังไง


พี่ต้อม : ส่วนใหญ่พี่ใช้เซนท์ พี่ไม่ได้สนนักแสดงเก่งแต่นิสัยเสีย พี่ไม่ค่อยชอบ "พี่ชอบทำงานกับคนที่ไม่ได้เก่งแต่มีความตั้งใจที่จะเก่ง" หรือเป็นคนที่ทำงานแล้วรู้สึกเหมือนคนรอบข้างอยากจะทำงานด้วย แน่นอนความเหมาะสมมาก่อน นิสัยมาที่สอง ความสามารถมาที่สาม


มุมมองต่อวงการภาพยนตร์ไทยเป็นอย่างไรบ้าง


พี่ต้อม : พี่ก็ไม่ได้คิดแตกต่างจากตั้งแต่เข้ามาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว พี่เชื่อว่าในที่สุดแล้วไม่ว่ากระแสเกาหลี กระแสหนังจีน กระแสฝรั่ง จะถาถมเข้ามาในประเทศเรา สุดท้ายหนังมันก็รสนิยม มันคล้ายๆรสชาติที่เรากินคนไทยก็ยังชอบกินข้าวแกง กินส้มตำอยู่ดี ถ้าเมื่อไหร่มีคนไทยเก่งๆ ทำข้าวแกงอร่อยๆ ส้มตำอร่อยๆ มันไม่ยากเลยที่จะมาดึงคนไทยให้มากินส้มตำแพงๆ ได้ แพงกว่าแฮมเบอร์เกอร์ได้ ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้น และตอนนี้มันก็ตอบโจทย์ทุกอย่าง คนทำหนังก็ได้เรียนรู้ ผู้สร้างก็ได้เรียนรู้ว่าคนไทยสุดท้ายก็ให้การสนับสนุนหนังไทย ไม่เคยทอดทิ้ง เพียงแต่ว่าคนสร้าง สร้างทางเลือกให้คนดูมากแค่ไหน พี่ว่าเป็นยุคแห่งความหลากหลาย หลังๆ คงจะได้ยินหนังไทยทำเงินมากกว่าหนังฝรั่ง ผู้กำกับหนังอาร์ตได้รางวัลสูงสุดที่คาล มันสูงสุดทุกด้านเลย น่าจะเป็นยุคทองของหนังไทยได้ ถึงแม้ว่าปริมาณหนังจะมีน้อยแต่คุณภาพมันก็ใช้ได้

 

 

 


ปัญหาที่ได้รับจากการทำงานเป็นอย่างไรบ้าง


พี่ต้อม : พี่ไม่เคยเอาเรื่องปัญหามาเป็นเรื่องใหญ่ พี่ก็เลยเหมือนคนทำงานที่ไม่มีปัญหา แต่จริงๆปัญหามันมีแต่พี่ไม่สนใจมัน เพราะปัญหามันเป็นเรื่องที่เราต้องแก้ ปัญหามันไม่ใหญ่ถ้าเราแก้ไขได้ แล้วส่วนใหญ่มันก็แก้ได้หมด มีคนบอกว่าพี่ทำงานเหมือนไม่ทำงาน คือมันมีปัญหาเกิดขึ้นแต่พอพี่เดินเข้าไปเคลียร์ปัญหาพี่ก็เหมือนไม่ได้สนใจปัญหาจริงๆ เรารู้สึกว่าหนังมันไม่จำเป็นต้องแข็ง มีจุดยืนอย่างนี้อย่างเดียว เรามองว่าสิ่งที่ดีมันคือสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้มากกว่า สิ่งอะไรที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เราคิดว่ามันไม่มีอะไร Perfect ขนาดนั้น และการเปลี่ยนแปลงมันมักจะทำพาสิ่งที่ดีๆ ใหม่ๆ ที่เราไม่รู้มาได้เสมอ ดังนั้นพี่ไม่เคยตื่นเต้นกับปัญหาที่เจอ พี่พร้อมที่จะเจอมันได้ตลอด


ความสุขที่ได้รับจากการทำงานเป็นอย่างไรบ้าง


พี่ต้อม : แต่ก่อนพี่ทำงานศิลปะ พี่เป็นมัณฑนากรมาก่อน การออกแบบ การใส่รสนิยมของตัวเองในบ้านคนอื่น เขาให้เงินมาเราออกแบบบ้านให้เขา แล้วเราชอบคิดว่าเราเอารสยมของเราถูกต้อง มันไม่ถูก เวลาเจ้าของบ้านไม่ชอบเราก็หาว่าเจ้าของบ้านไม่มีรสนิยม แต่บ้านเขา ไม่ใช่บ้านเรา คือมันเลยรู้สึกว่ามันคงไม่เหมาะ แต่ว่าภาพยนตร์ต่อให้นายทุนเขาเอาเงินทุนมาให้ สามสิบล้าน มันจะกลายเป็นหนังคุณอย่างเต็มตัว ไม่มีใครเป็นเจ้าของหนังนี้เท่ากับคุณ ไม่ใช่เงินคุณด้วยนะ พี่รู้สึกว่ามันอาจจะเป็นอาชีพที่ดีที่สุดก็ได้ พี่มองว่ามันเป็นอาชีพที่เหมาะกับพี่มาก พี่ชอบที่เป็นคนที่ตัดสินใจอะไรคนอื่น อยากใส่ อยากทำอะไรก็ได้ มันไม่มีอะไรมีความสุขได้เท่ากับทำงานศิลปะที่อยากทำ


แนะนำน้องๆที่สนใจสายงานนี้ว่าควรจะเริ่มต้นยังไง


พี่ต้อม :
ส่วนใหญ่คนที่ประสบความสำเร็จมันจะมาจากความอยาก อยากอะไรสักอย่าง บางคนอยากมากอยากน้อย แต่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จเขาก็มีความอยากเหมือนกัน อยากมากอยากน้อยเท่ากัน แต่คือเขาไม่ได้ลงมือทำ ตั้งแต่พี่ทำหนังมาพี่เคยคุยกับคนหลายคนมากที่อยากเป็นผู้กำกับ แต่เขาไม่เคยขยับปากกาเลย ทุกคนได้แต่พูดว่าอยากเป็น แต่ไม่มีใครลงมือทำ สมัยพี่ตอนพี่อยากเป็นผู้กำกับ พี่เคยไปบอกเพื่อนคนหนึ่งว่าจบมาพี่อยากจะเป็นผู้กำกับแล้วเพื่อนก็หัวเราะเยาะ หลังจากนั้นพี่ก็ไม่กล้าบอกใครเลยว่าพี่อยากเป็นผู้กำกับ คือลงมือทำสำคัญกว่าความฝันที่เรามี ความฝันไม่มีประโยชน์ถ้าเราไม่ลงมือทำ แล้วใครที่อยากเป็นผู้กำกับต้องรีบลงมือทำเลย เพราะว่าการเป็นผู้กำกับคุณต้องรู้ตัว ถ้ารู้ตัวเร็วที่สุดได้เท่าไรจะไม่เสียเวลา มันมีหลายคนที่รอวันที่จะได้เป็นผู้กำกับเป็นสิบๆปี แล้วพอได้เป็นผู้กำกับแล้วก็เพิ่งค้นพบว่ามันไม่ใช่งานที่เหมาะกับตัวเอง เราไม่อยากให้เสียเวลาแบบนั้น เพราะว่างานกำกับเป็นงานที่มีความละเอียดสูง พี่ไม่สามารถแนะนำอะไรได้นอกจากคุณต้องลงมือทำอย่างเดียว ประสบการณ์ของพี่ไม่ใช่ประสบการณ์ของน้องมันคนละแบบ หน้าตาเราไม่เหมือนกัน background เราไม่เหมือนกัน ความสามารถเราไม่เหมือนกัน ดังนั้นคนที่ไม่ได้มีความสามารถอย่างพี่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้กำกับที่ดีไม่ได้นะ ดังนั้นพี่แนะนำไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่มีอยากให้มีก็คือว่านอกจากเป็นคนที่มีความฝันแล้วต้องเป็นนักสร้างฝันด้วย ไม่งั้นมันไม่มีประโยชน์

 

 

 


มองการประสบความสำเร็จของตัวเองอย่างไร


พี่ต้อม : เผอิญมันประสบความสำเร็จตั้งแต่หนังเรื่องแรก แล้วหลังจากนั้นมันก็เลยเป็นเรื่องของการใช้ชีวิต ว่าพี่จะเลือกงานทำหนังเป็นอาชีพหรือเปล่า พี่จะดำรงชีวิตอยู่ยังไงกับการทำงานแบบนี้ เพราะคนจะบอกว่าคนที่มีอาชีพเป็นผู้กำกับไม่สามารถเลี้ยงตัวได้ คนส่วนใหญ่เขาจะบอกอย่างนั้นไง พี่ไม่เห็นด้วยพี่ก็เลยมองคิดว่าแล้วถ้าเราจะเอามันเลี้ยงชีพแล้วเลี้ยงลูกน้องด้วยละเราจะทำได้ไหม ตอนนี้มันเป็นเรื่องของการทำงานแบบนั้น พี่ไม่ได้แค่อยากเป็นผู้กำกับ ตอนนี้มันกลายเป็นเราจะทำยังไงกับชีวิตที่เหลืออยู่ถ้าเราจะทำหนังต่อไป ดังนั้นมันมีระบบความคิดขึ้นมาอีกว่า นอกจากคุณทำหนังแล้วคุณต้องวางแผนชีวิตให้ลูกน้อง ให้ตัวเอง ให้ครอบครัว ให้อะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งพี่ว่ามันไม่ใช่ความคิดของคนทำหนังเพราะมันคิดเยอะเกินไป แต่ขณะเดียวกันขณะที่คิดเยอะแบบนี้แล้วเราต้องทำงานที่ทำหนัง เวลาทำหนังที่มันดัง ปัญหาคือพี่ต้องเขียนบทเองด้วย เราจะแบ่งเวลากันยังไง ตอนนั้นพี่กำลังทดลองใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ พี่ว่าน่าจะใช้แบบนั้นมาประมาณ 7 ปีแล้ว พี่ว่ามันไปได้ แต่ว่ามันไม่ได้ว่าประสบความสำเร็จนะ มันถือว่าเป็นไปได้ในสิ่งที่ควรจะเป็น อย่างเช่นว่า เราสามารถเลี้ยงดูทุกคนได้ด้วยการทำหนัง แต่ปัญหาตอนนี้คือเราทำหนังไม่หยุดเลย แล้วเราจะมีความสุขไหม คือตอนนี้มีเริ่มถามตัวเองว่าเรามีความสุขกับการทำแบบนี้หรือเปล่า ตอนนี้เรากำลังทำงานเพื่ออะไร เพื่อความสุขของคนอื่นหรือเพื่อความสุขของตัวเอง เราจะทำหนังเพื่ออะไร ตอนนี้มันอยู่ในจุดที่พี่ต้องเลือก ซึ่งเวลาที่เลือกพี่ก็เลือกเอาตามอารมณ์ ตอนนี้คืออารมณ์อยู่ที่ว่ามันก็ไม่เลวนะ มันยังไปได้อยู่ เวลาทำงานทุกคนก็ยังเฮฮากัน "ยังมีความสุขอยู่ยังไม่มีใครทรมานจากการทำหนัง น้องๆ อาจจะเคยได้ยินเรื่องราวอันทุกข์ทรมานของคนทำหนังมาจากหลายผู้กำกับ แต่เรื่องแบบนั้นยังไม่ค่อยเกิดขึ้นกับเรา เรื่องแบบนั้นมันเกิดขึ้นกับเราในสมัยเรื่องแรก สองเรื่องแรก แต่หลังจากนั้นไม่ เราคิดว่าเราจัดการมันได้ เราก็เลยคิดว่าจะพูดว่าเราประสบความสำเร็จหรือยัง เราคิดว่ายังนะ แต่เรายังมีความสุขกับมันอยู่ การที่บอกว่าเรามีความสุขกับการทำหนังอยู่ได้นี่อาจเพราะเราประสบความสำเร็จแล้วก็ได้"


สุดท้าย ฝากผลงานกับน้องๆ ชาว Skoolbuz


พี่ต้อม : ปีนี้น่าจะเป็นปีที่คนดูหรือแฟนๆ ของยุทธเลิศได้ดูหนังของยุทธเลิศเยอะที่สุด เพราะว่าน่าจะมีประมาณ 3 เรื่องในปีนี้ สิงหาคมนี้น่าจะเป็นบางกอกกังฟู หนังรักที่ทรงพลังที่สุด แล้วก็เดือนตุลาคมน่าจะเป็นหนังผี หนังผีดราม่า หนังผีทีดูแล้วร้องไห้ หนังผีเรื่องวงจรปิด แล้วก็ปลายปีเดือนธันวาคม จะเป็นหนังครอบครัวชื่อเรื่องมือปืนดาวพระศุกร์ หนังที่เสร็จแล้วไม่ยอมฉายสักทีเพราะรอวันพ่อ ก็ฝากไว้ด้วยครับ

 

 

 

 

ติดตามคลิปเต็มๆ ได้ที่นี่เลยจ้า  

 

 

 


เป็นยังไงกันบ้างจ๊ะ ได้รู้เรื่องราวต่างๆ มากมายเกี่ยวกับพี่ต้อมกันมาแล้วว่ากว่าพี่เขาจะได้มาประสบความสำเร็จอย่างนี้ได้ เขาผ่านอะไรมาบ้าง จากเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งจากช่างศิลป์จนกระทั่งวิ่งตามความฝันของตัวเองจนประสปความสำเร็จมาได้ถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นน้องๆ คนไหนที่มีความฝันก็รีบทำในสิ่งที่ต้องการ รีบคว้าโอกาสเมื่อมีเข้ามาถึงนะจ๊ะ ซึ่งพี่Skoolbuz ก็หวังว่านี่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนได้ทำตามความฝันของตัวเองให้สำเร็จ และขอเอาใจช่วยนักสร้างฝันทุกคนด้วยจ้า สำหรับวันนี้พี่ Skoolbuz ขอลาไปก่อน บ๊ายบายยยยย

 

 

 

 

ขอขอบคุณ   คุณต้อม ยุทธเลิศ

 

Tags: Exclusive Interview ต้อม ยุทธเลิศ, ต้อม ยุทธเลิศ, ผู้กำกับภาพยนต์, ผู้กำกับหนัง, ยุทธเลิศ สิปปภาค
Copy

สงวนลิขสิทธิ์ Copy Right

ขออนุญาตก่อนเผยแพร่

Facebook Shared
Twitter Shared
1473
2
6 เม.ย. 2554

bom1141 (0)

อืมๆ  (1 year 45 min ago)

บอกต่อตอบ

ball (0)

หนังพี่แกแนวทุกเรื่อง  (1 year 1 month 38 min ago)

บอกต่อตอบ
กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น "คลิกเลย"
กำลังดำเนินการ...
จำนวนคนอ่านกระทู้
จำนวนคนตอบกระทู้
วันโพสต์กระทู้
Back To Top
Library l SkoolMag l Community
Follow Skoolbuz
Become a fan
Skoolbuz.com คือเว็บไซต์ด้านการศึกษา ที่จะแชร์ทุกความรู้และช่วยทำให้เรื่องเรียนนั้นง่าย สบาย สนุก ด้วยความเจ๋งของ ห้องสมุดออนไลน์ ที่ใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะหาข้อมูล คลังรายงาน คลังข้อสอบออนไลน์ ทำการบ้าน ทำรายงาน ติวก่อนสอบ ทำแบบทดสอบ ฯลฯ
แต่เพราะความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน.. Skoolbuz.com ยังมี แมกกาซีน ออนไลน์ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเพิ่มพลังความคิดสร้างสรรค์ อุดมไปด้วยสาระและบันเทิง มีเหล่าคนดังและน่าสนใจมาร่วมพูดคุยและตอบคำถามยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนต่อที่ไหน โตขึ้นอยากเป็นอะไร ต้องทำยังไง รวมไปถึงสารพัดปัญหาคาใจวัยรุ่น ..อยากรู้เรื่องอะไร ที่นี่มีคำตอบให้แน่นอน
เรียนๆ เล่นๆ ใช้ชีวิตให้เต็มที่ไปใน Virtual World (โลกเสมือน) และ Social Network ที่หาเพื่อน "ดีๆ" ได้ในสังคมออนไลน์คุณภาพ และสนุกมากๆ! พร้อมลุ้นรางวัลกับกิจกรรมออนไลน์สุดสร้างสรรค์ที่จะมีมาให้มันส์กันตลอด แล้วจะได้รู้ว่าเข้าเว็บไซต์การศึกษาก็เฮฮาได้นะเออ
  • นโยบายส่วนบุคคล