Close
##[setQuiz]##
ตอบโลด

00:00

 
กำลังดำเนินการ กรุณารอสักครู่...

Find People


  •  
  •  
  •  
  •  

 

  •  
  •  
  •  
  •  

ผลการค้นหา

 



Following

2

Follower

20

ความดี0%
ความขยัน0%



Skoolbuz
Pleng
Zheza
จำฉันไว้ในระบบ ลืมรหัสผ่าน?
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

รายการย้อนหลัง

SkoolTalk ที่สุดของปี 2011
อีกไม่กี่อึดใจก็เข้าปี 2012 สคูลบัสเลยขอพาน้องๆ...
รู้จัก Four - Mod กับ I AM Four - Mod
ถ้าพูดถึงโฟร์ มดใครๆ ก็คงจะต้องนึกถึงภาพของสองส...
"ศิลปะกระโดดข้ามช่อง" กับ iannnnn ผู้ก่อตั้งเว็บ F0nt เจ้าของเว็บ Fail
ช่วงนี้ก็อยู่ในช่วงการประกาศรางวัล Skoolbuz Awa...
พัฒนะ จิรวงศ์ - ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี
" ถ้าพูดถึงคำว่าสารคดีหลายๆ คนก็อาจจะพากัน...
เข้าถึง fashion กับ บรรณาธิการบริหาร Cheeze Mag คุณปู จิรัฎฐ์
      เราต้องยอ...
กลับไปที่ Skool Talk

รวมเด็กเก่งการแข่งขันทักษะทางวิชาชีพ ณ อาชีวะ เชียงราย

จากคอลัมน์ Idol คนพันธุ์ R

หน้าหลัก » SkoolMag » Skool Talk » รักแบบฉบับ "โย่ง-ก้อย"

รักแบบฉบับ "โย่ง-ก้อย"

โดย SkoolMag.

ให้คะแนน
ชอบเรื่องนี้

หลังจาก Skoolbuz ได้เปิดดูหนังสืออัลบัมชุด The Travellers ของ Yong Koi & Friends ก็ได้เห็นภาพความรักที่น่าอิจฉาท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกในยุโรปของคู่รักนักร้องคู่นี้ โย่ง Armchair (อนุสรณ์ มณีเทศ) และ ก้อย Saturday Seiko (วลัยลักษณ์ มุสิกโปฏก) โดยเฉพาะในช่วงเดือนแห่งความรักนี้ Skoolbuz เลยอดไม่ได้ที่จะนัดพูดคุยเพื่อค้นหาเรื่องราวความรักของเขาทั้งสอง ว่าจะหวานซึ้งขนาดไหน


ตอนที่ 1 รักแรกพบ


ตอนที่ 2 มุมมองความรัก


ความรักแบบฉบับโย่ง-ก้อยเริ่มขึ้นตอนไหน

ก้อย : วงของเราสองคนได้ออกเทปในระยะเวลาใกล้ๆ กัน เลยได้เห็นผลงานของกัน จนได้มีโอกาสได้ไปร่วมงานต่างๆ ทำให้มีโอกาสได้เห็นหน้าเห็นตา แล้วมีอยู่วันนึงได้มีโอกาสไปถ่ายปกหนังสือ Hamburger  คือตอนนั้นเป็นการถ่ายแฟชั่นรวมนักร้องเลือดใหม่ที่น่าจับตามองของยุค และเราสองคนก็ได้ถูกเลือกขึ้นปกเป็นหนึ่งในนั้น แล้วก้อยก็เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ถูกเลือก ครั้งนั้นมันทำให้เราได้เจอกันครั้งแรก แล้วตอนเรามาสัมภาษณ์ให้หนังสือเล่มนั้น ก็ได้มานั่งคุยกัน เป็นช่วงเราได้แลกเปลี่ยนทัศนคติกัน ทำให้รู้ว่าเราสองคนมีอะไรที่คล้ายกัน ก็เห็นว่าน่าจะคุยกันได้เป็นเพื่อนกันได้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นค่ะที่ทำให้เราได้รู้จักกัน



 

สิ่งที่ทำให้ “โย่ง” ชอบ “ก้อย” ตอนนั้น

โย่ง : ผมว่าก้อยเป็นนักร้องผู้หญิงที่แต่งตัวมีสไตล์ที่ไม่เหมือนใครในตอนนั้น ตอนนั้นเค้าจะแต่งน้อยชิ้น แต่ดูไม่โป๊ไม่น่าเกลียดครับ มีสไตล์อีกแบบที่ช่วงนั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังมีคนชื่นชอบการแต่งตัวของคุณก้อย ผมก็รู้สึกว่าเก๋ดีนะ ที่เขาสร้างสไตล์ขึ้นมาได้ และก็ชอบเสียงร้องของเขา รู้สึกว่าเสียงเขาใหญ่ดีครับ คือผมชอบผู้หญิงที่ร้องเพลงแล้วแบบเสียงใหญ่ คือมันดูมีพลัง ผมเลยรู้สึกว่าเออก้อยน่ารักดี
 

แล้วสิ่งที่ทำให้ “ก้อย” ชอบ “โย่ง” ตอนนั้น

ก้อย : ตอนที่เจอกันวันแรกเนี่ย ได้คุยกันก็ประทับใจ คือเขามีมุมมองบางอย่างที่เรารู้สึกว่ามันพิเศษกว่าคนอื่นๆ ตอนที่คุยที่สัมภาษณ์กัน 4-5 คนเนี่ย เขาก็มีความคิดที่แปลกกว่าคนอื่นแล้ว คือก้อยรู้สึกว่าการที่เราจะมารู้จักกันหรือว่าคบหากัน มันน่าจะเป็นเรื่องของรสนิยมที่มันคล้ายกัน หรือว่ามีบางอย่างที่เรารู้สึกว่ามันน่าสนใจ ซึ่งเค้าก็มีในส่วนนั้น  แล้วก็พอเรามารู้จักกันเรายิ่งตื่นเต้นเพราะว่าเขาก็ยิ่งนำเสนอในสิ่งต่างๆ ที่เรารู้สึกว่ามันสนุก มันก็แบบเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นได้ตลอดเวลา มันก็เลยรู้สึกดีที่มีโอกาสได้เจอเขา



 

ก่อนมาเจอกันมีมุมมองความรักอย่างไร

โย่ง : ตอนเด็กๆ ความรักมันเหมือนชอบเหมือนหลง อยากได้เป็นเจ้าของ มันก็จะเป็นแบบการรักเพื่อครอบครองครับ จนถึงทุกวันนี้ผมว่ามันก็ยังมีความรู้สึกแบบนั้น แต่ว่ามันจะเปลี่ยนจากครอบครองกลายเป็นแบบต้องดูแลให้ดี ผมว่าถ้าเรารักใครสักคนนึงก็ควรจะเข้าใจตัวเองว่า เราชอบคุณนะ เราอยากอยู่กับคุณ เราอยากครอบครองคุณ แต่ก็อยากดูแลคุณไปด้วย มันก็น่าจะเป็นความรักที่ยั่งยืน และที่รู้สึกว่ามันดีจริงๆ คือ ความรักระหว่างเพื่อน หลายคนบอกว่าผู้หญิงกับผู้ชายเป็นเพื่อนกันไม่ได้ แต่ผมว่าไม่จริงครับ ผู้หญิงกับผู้ชาย ก็มีพื้นที่ที่พูดคุยกันได้ มีอะไรที่สนุกๆ กว่า ผู้ชาย-ผู้ชาย หรือ ผู้หญิง-ผู้หญิง คุยกันเยอะมาก และผมก็ว่าความเป็นเพื่อนมันยั่งยืนกว่า มันตรงกว่าและกิเลสก็น้อยกว่าครับ

ก้อย : ในวัยเด็กของก้อยก็เหมือนผู้หญิงทั่วๆ ไปค่ะ คืออย่างสมมติเราจะมีแฟนตอนเด็กๆ ก็แบบคิดว่าคนนี้ต้องเป็นคนสุดท้ายในชีวิตเรา ก็เป็นเหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไปที่มองความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่ด้วยความที่ก้อยถูกสอนให้เป็นคนที่รู้จักที่จะคิดและทำตั้งแต่เด็ก คือหมายถึงว่าเราต้องเรียนรู้อะไรด้วยตัวเอง ทำให้พัฒนาการการเรียนรู้ของเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือการมีแฟน การคบกันเป็นครอบครัวหรือแม้กระทั่งช่วงที่เราโตจนมีลูก มันก็อยู่ที่พัฒนาการของแต่ละคน ไม่มีใครที่จะมาเหมือนใครได้100% เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักที่จะเรียนรู้มันและยอมรับมัน และก็รู้ว่าเราจะรับมือกับสถานการณ์ที่มันจะเกิดขึ้นยังไง เพราะฉะนั้นก็ค่อนข้างจะปล่อยวางมากๆ คือจะไม่ยึดติดว่าต้องเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ แต่ว่าจะทำให้มันดี ดีขึ้นเรื่อยๆ ก้อยก็ว่าแค่นั้นมันก็ทำให้เรามีความสุขได้แล้วค่ะ
 

แล้วมุมมองความรักในปัจจุบันแตกต่างหรือเปลี่ยนไปหรือป่าว

โย่ง : ถ้าเรื่องดีๆ มันจะไม่เปลี่ยนครับ แต่สิ่งที่จะเพิ่มมาก็คือความหนักแน่นในตอนที่ผิดหวังครับ คือถ้าเราไม่สมหวังในความรัก เราก็จะไม่ฟูมฟายเหมือนเด็กๆ  จะไม่รู้สึกว่าจะต้องทำร้ายตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจ มันกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจว่ามันไม่มีอะไรแน่นอน มันก็แค่เจอกัน แล้วก็ชอบ ถ้าไม่ได้สมหวัง มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ผิดหวังเสียใจ ผมก็รู้สึกว่าถ้าเรารู้สึกนึกคิดกันอย่างงี้ ก็คงไม่มีการทำร้ายกันเกิดขึ้น เช่นหึงกันแล้วก็เอาน้ำกรดไปสาด ผมว่าถ้าหลายๆ คนเข้าใจว่าไม่มีอะไรแน่นอน มันก็แค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป รู้จักการปล่อยวาง โลกใบนี้ก็จะดีขึ้น

ก้อย : สำหรับก้อยจริงๆ แล้วก็เปลี่ยนค่ะ ทุกๆ วันมันต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทุกวัน ทุกปี ทุกเดือน มันมีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นอย่ายึดติด ส่วนตัวก้อยคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันทำให้เรามีโอกาสได้ปรับปรุง ได้เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่มันแย่ๆ ให้มันดีขึ้นๆ เรื่อยๆ  ส่วนตัวก้อยรู้สึกทุกๆ วันมันมีการเปลี่ยนแปลง แค่เรายอมรับและตั้งใจทำมันให้ดีเท่านั้นเองค่ะ
 


แล้วตอนเด็กๆ พี่โย่ง พี่ก้อย ฝันไว้ว่าโตขึ้นอยากจะเป็นอะไรกัน

ก้อย : ตอนเด็กๆ ฝันอยากเป็นนักเต้นบัลเล่ต์ เพราะเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ก้อยเรียนเอกเต้นบัลเลต์เลย ซึ่งมันเป็นความฝันของเด็กผู้หญิงในวัยนั้นค่ะ แต่โชคดีที่ว่ารู้ก่อนว่าไม่เหมาะกับตัวเอง ก็เลยเปลี่ยนไปเป็นนักเรียนดนตรีช่วงอายุ 13-14 ปี ตอนนั้นไปเล่นเปียโนค่ะ ถือว่าโชคดีเหมือนกัน มันทำให้เกิดเรื่องราวที่เชื่อมโยงถึงปัจจุบันได้ เพราะก้อยก็เรียนกับเพื่อนที่เป็นสมาชิกวง Saturday Seiko ตั้งแต่สมัยมัธยมเลย เหมือนกับใช้ชีวิตเป็นนักเรียนดนตรี ก็เจอกันทุกวันจนจบมัธยมค่ะ จนมีโอกาสได้ฟอร์มวงขึ้นมา แล้วก็มีโอกาสได้ทำงานจริงๆ

โย่ง :  ตอนเด็กๆ มีความฝันที่จะเป็นหลายอย่างมากครับ แล้วตอนเด็กๆ ดูหนังบ่อย พอไปเห็นหนังคาวบอย ก็รู้สึกว่ามันเท่ห์ดี ทำให้ความฝันตอนนั้นคืออยากได้ยานพาหนะเป็นม้า และก็ไม่ได้คิดว่าจะประกอบอาชีพด้านดนตรีครับ แต่ก็ชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วตอนนั้นผมก็ชอบที่จะร้องเพลงในโอ่งเพราะว่าเสียงมันก้องดี รู้สึกว่ามันเหมือนกับที่นักร้องเขาทำ จนตอนที่เรียนอยู่ ร.ร.สวนกุหลาบก็ไปประกวดร้องเพลงโน่นนี่นั่น แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรมาก แล้วก็ได้รู้จักกับ “อ้วน” มือฟลุ้ตมือคีย์บอร์ดของวงอาร์มแชร์ ก็เลยฟอร์มวงดนตรีกัน ตอนนั้นขาดนักร้องพอดี ด้วยความเป็นเพื่อนกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน ก็เลยซ้อมกันเล่นๆ ปรากฏว่าเขาชอบเสียงเรา ก็เลยกลายมาเป็นโย่งอาร์มแชร์ครับ
 

พี่ก้อย พี่โย่ง ชอบเพลงแนวไหนบ้าง

โย่ง : สมัยเด็กๆ ชอบเพลงลูกทุ่ง คือผมอยู่ต่างจังหวัดก็จะฟังเพลงลูกทุ่งบ่อย แล้วก็รู้สึกว่ามันมีความไพเราะ และเนื้อหามันใกล้ตัว มีเรื่องทุ่งนามีเรื่องอะไรประมาณนี้ พอโตขึ้นมาเข้ากรุงเทพก็ได้รับสื่อมากขึ้น ตอนนั้นก็จะชอบเพลงแนวร็อค เพราะรู้สึกว่าเพลงร็อคมันมีการแสดงออกที่เท่ห์ดี มีฟาดกีต้าร์ มีเผาเวทีอะไรอย่างงี้ มันดูสนุกดีและก็ดูเป็นผู้ชายดี

ก้อย : ตอนเด็กๆ ฟังเกือบทุกแนวเลยค่ะ แต่ที่จะฟังบ่อยๆ ก็คือ ดนตรีคลาสสิค เพราะเวลาเรียนก็จะได้ฟังแต่เพลงแบบนั้น แล้วก็จะได้ฟังเพลงในยุคของสุนทราภรณ์เยอะหน่อย ด้วยความที่คุณแม่ของก้อยชื่นชอบเพลงในยุคนั้นก็จะเปิดให้เราฟังตั้งแต่เด็กค่ะ พอเราโตขึ้นเราก็เหมือนเด็กทั่วๆ ไปฟังอาร์เอส  ฟังแกรมมี่ พอเราโตขึ้น ก็จะฟังในแบบที่เราหาฟังตามท้องตลาดไม่ค่อยได้ เลือกเพลงแบบนั้นมาฟังเยอะหน่อย
 

ผลงานล่าสุดของ Koi Yong & Friends ชุด Travellers เกิดขึ้นได้อย่างไร

โย่ง : จากจุดเริ่มต้นเลยคือเราต้องการถ่ายทอดความประทับใจที่เราได้ไปพบเจอมาระหว่างเดินทางด้วยกัน อีกอย่างมีเสียงเรียกร้องจากน้องๆ แฟนเพลงแฟนคลับ ตั้งแต่เราเริ่มคบกันแล้วว่าอยากเห็นเราสองคนออกอัลบั้มคู่กัน แล้วเรารู้สึกว่าเมื่อมาทำอัลบั้มพิเศษมันก็ควรจะพิเศษจริงๆ แล้วก็รู้สึกว่าแฟนเพลงเขาต้องการเห็นอะไรที่จับต้องได้ เพราะยุคนี้ยุค MP3 ซึ่งมันง่ายไปหมด การโหลดหรืออะไรประมาณนี้มันใช้เวลา 3 วิ ก็ได้เพลงมาแล้ว เราเลยอยากจะทำอะไรที่มันพิเศษจริงๆ  ที่มันเป็นคุณค่าทางใจและทางกายด้วย คือสามารถเปิดอ่านได้ด้วย สามารถแก้คิดถึงได้นานๆ แล้วก็ด้วยจุดมุ่งหมายที่ดี คือ อยากกลับมาร้องเพลงให้น้องๆ เพื่อนๆ ฟังอีกครั้งนึง แล้วก็อยากให้วง Koi Yong & Friends เป็นวงดนตรีวงนึงที่เมื่อฟังเพลงแล้วรู้สึกว่านี่แหละวง Koi Yong & Friends มันซาวนด์แบบนี้ ก็จะเป็นวงใหม่อีกวงนึงซึ่งจะทำงานต่อเนื่อง และก็หวังว่าจะมีคนที่ชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความที่เราจะยังซื่อสัตย์กับความเป็นตัวของเราอยู่
 


การทำผลงานชิ้นนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ก้อย : สำหรับอัลบั้มที่ก้อยกับโย่งมาทำร่วมกัน มันเป็นเหมือนอีกส่วนนึงที่เราคิดว่าเพลงแบบนี้ สิ่งแบบนี้ ภาพแบบนี้เราไม่สามารถทำกับวงของเราได้ หมายถึงว่าอาจจะไม่เหมาะถ้าไปอยู่กับ Saturday Seiko หรือ Armchair แต่ว่ามันเป็นส่วนผสมอีกแบบนึง ซึ่งก้อยว่ามันเป็นการเปลี่ยนอรรถรสในการทำงานของเรา ทำให้มีชีวิตชีวาในการทำงานมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

โย่ง : สำหรับผมการทำโปรเจกต์นี้เหมือนการไปเที่ยวครับ เหมือนไปพักร้อน คือถ้ามีอะไรในงานประจำที่เราไม่ชอบหรือว่าอยากจะได้เพิ่มอย่างที่คุณก้อยบอก เราก็รู้สึกว่ามันมีเวลามันมีพื้นที่ตรงนี้ มันก็น่าจะมาสนุกกันให้มากกว่าตอนที่ทำงานประจำ คือผมอยู่ Armchair  มันก็เป็นเพลงป๊อปอย่างที่ทราบกัน แต่ว่าพอมาอยู่กับคุณก้อยเนี่ย ผมเป็นร็อคเลย โหวกเหวกโวยวาย มันได้ปล่อยบางอย่างที่เราไม่เคยทำมา แล้วก็เพื่อนๆ ที่อยู่ในวงเราก็อยู่ตรงนี้ มันเป็นพื้นที่มาเที่ยวพักร้อนด้วยกัน ได้มาปลดปล่อยพลังงานได้มาสนุกสนานเฮฮาด้วยกัน ก็แตกต่างครับ แต่มันก็จะมีดีกันคนละแบบครับ
 

แรงบันดาลใจของแต่ละเพลงในอัลบั้ม

โย่ง : หลังกล่องอัลบั้มของเรา จะมีชื่อเพลงอยู่ซึ่จะมีชื่อสถานที่ติดไปด้วยในแต่ละเพลง อย่างเพลง “ไม่ต่างกัน” ผมได้แรงใจจากตอนที่อยู่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (the Grand Louvre) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก และก็มีรูปวาดโมนาลิซาอยู่ ซึ่งคนทั่วโลกก็จะหลั่งไหลมาดูเธอ แล้วผมก็รู้สึกว่าทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือมาชมความงามของผู้หญิงคนนี้เหมือนกัน แล้วก็มีหลายชาติ หลายภาษาหลายฐานะ หลายศาสนา แต่ทุกคนไม่ต่างกัน เพราะว่าทุกคนมีรสนิยม มีความฝันความมุ่งมั่นในสิ่งเดียวกัน ก็เลยเปรียบเทียบกับคู่รักที่บางทีอาจจะทะเลาะกันหรือว่าพูดไม่เข้าหูกัน แต่ว่าจริงๆ เราไม่ต่างกัน เพราะว่าเรารักกันเหมือนกัน
 

Koi Yong & Friends คราวหน้าจะไปไหนต่อ

ก้อย : ทริปหน้าที่เราคิดไว้อาจจะเป็นอินเดีย  เราคุยกันว่าอัลบั้มหน้าอยากให้เพลงมันร็อคขึ้น ด้วยความที่อัลบั้มนี้เป็นเพลงที่ค่อนข้างที่จะสบายๆ หน่อย แต่พอเวลาเราไปเล่นคอนเสิร์ตก็อีกอารมณ์นึง คือเราไม่ได้เล่นเวอร์ชั่นที่ทำในอัลบั้มนี้ เพราะฉะนั้นคนที่ไปดูคอนเสิร์ตเราก็จะได้อีกอารมณ์นึง เราเล่นค่อนข้างร็อคขึ้น หนัก สนุกสนาน ก็เลยคิดว่าถ้าเราได้ไปสถานที่ที่เร่าร้อนขึ้น เพลงของเราในอัลบั้มต่อไปน่าจะเร่าร้อนตามไป

โย่ง : ความเป็นเอเชียก็น่าสนใจไม่แพ้กัน คือถ้าต้องมีอีก ควรเป็นอะไรที่เร่าร้อนกว่านี้ อย่างทางยุโรปเนี่ยเพลงก็จะออกมา เป็น Pop  ที่มันฟังสบายๆ เหมาะกับอากาศหนาว ฝนพรำๆ แต่ประเทศในแถบเอเชียเรา อย่างอินเดีย ไทย ญี่ปุ่น อากาศมันเปลี่ยนแปลงบ่อย มันแปรปรวน มันก็เหมือนเพลงที่มันมีท่อนเยอะๆ แบบร็อค



 

สำหรับน้องๆ ที่มีความฝัน

โย่ง : อยากจะบอกว่าไม่ใช่แค่ฝันอยากจะเป็นนักร้องครับ จะเป็นอะไรก็ได้ ขอให้มุ่งไป แต่ต้องยอมรับว่า การศึกษาในเมืองไทยจะไม่ค่อยมีสายวิชาชีพมากเท่าไหร่ ซึ่งหลายๆ ครอบครัวก็อาจจะรู้สึกว่าต้องเรียนแบบนี้จึงจะมีงานทำ แต่อย่าไปต่อต้านครับ เพราะถ้าเราต่อต้านระบบ เราจะอยู่นอกระบบ แล้วจะกลายเป็นคนที่ไม่มีใครสนใจ แต่ว่าถ้าเราตามระบบแล้วเราอยู่ให้มันเหนือระบบ เรียนให้จบแล้วก็ทำอาชีพไป แต่ว่าความฝันเราก็อย่าทิ้ง สมมติคุณเป็นวิศวกร คุณก็เล่นเบสได้ อย่างมือเบสของผมเป็นต้น หรือคุณจะเป็นสถาปนิก แต่คุณเล่นกีต้าร์เก่งมาก เหมือนมือกีต้าร์ของผมเป็นต้น หรือคุณจะเป็นวิศวกรอีกคน แต่คุณเล่นคีย์บอร์ดเก่งมาก เหมือนกับมือคีย์บอร์ดของผม หรือว่าคุณอยากจะเป็นพ่อค้าที่แบบมีกิจการเดินทางทั่วโลก แต่ตีกลองเก่งมาก ก็เหมือนกับมือกลองของผม คุณก็ทำได้ครับ อย่าทิ้งสิ่งที่ชอบ งานอดิเรกเป็นอะไรที่มันหล่อเลี้ยงชีวิตมากกว่าเงินที่ทำงานประจำ ก็ขอให้ซื่อสัตย์กับความชอบกับความฝันของตัวเอง อย่าดูถูกสิ่งที่ทำอยู่ ทำให้มันดีทุกอย่าง แล้วตอนแก่เราก็จะรู้สึกดีเอง

ก้อย : ก้อยว่าความฝันเป็นสิ่งที่ดีค่ะ การที่เรามีความฝันมันเหมือนกับมีแรงบันดาลใจ แต่ว่าแรงบันดาลใจนี้มันจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ถ้าคุณไม่ทำมันจริงๆ ก็ขอลงมือทำแล้วก็ลองเรียนรู้ผลของมัน ล้มบ้างลุกบ้างมันก็ถือเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ชีวิต เพราะฉะนั้นก้อยกับโย่งไม่เคยที่จะเสียใจที่ได้ทำอะไรไปแล้วก็ตาม แต่ว่าเราจะรู้สึกเสมอว่า พรุ่งนี้เราจะทำให้มันดีขึ้นๆ เรื่อยค่ะ
 

อยากจะฝากอะไรถึงน้องๆ บ้าง

โย่ง : ทุกคนมีความฝันมีความอยาก แต่ผมขอให้ความฝันนั้นเป็นสิ่งที่ดี แล้ววิธีการไปถึงความฝันนั้นต้องไม่ทำร้ายใคร ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แล้วก็ผมเชื่อว่าทุกคนมีความพยายามมีโอกาสพอๆ กัน บางคนอาจจะคิดว่าคนอื่นมีโอกาสมากกว่า แต่ว่าโอกาสมันสร้างกันได้ ถ้าเรารอโอกาส เราก็จะไม่มีโอกาส ถ้าเราเดินไปหามัน มันก็จะมีโอกาสเพิ่มมากกว่า ถ้าเราพยายามมันก็จะวิ่งได้เร็วกว่าเขา ถ้าเรานอนอยู่บ้านเฉยๆ ความฝันมันก็เป็นแค่ความฝันต่อไป ก็ขออวยพรให้ทำความฝันให้เป็นจริงครับ ก็ขอให้ความฝันนั้นมีคนชื่นชมเยอะๆ ด้วยครับ

ก้อย : ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่นะคะ ก็รู้สึกว่าทุกเรื่องในโลกสามารถเกิดขึ้นได้ ทุกคนรู้ว่าต้องการอะไร เพียงแต่ว่ายังไม่รู้ว่าความต้องการนั้นมันจะเหมาะสมและเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเราต้องลองค่ะ อะไรก็ตามที่เราไม่เคยลอง ก็พยายามลองทำมัน แต่ต้องอยู่พื้นฐานของความที่เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีๆ แล้วก็ไม่ทำร้ายใคร แต่ว่าถ้าจะให้ก้อยแนะนำ ก็คงบอกได้แค่ว่า ก็ลองทำดู เพราะว่ามันไม่มีใครบอกเราได้ว่าอะไรที่ดีและไม่ดีจริงๆ ก็ขอให้ทุกคนซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และก็อย่าทำลายความฝันที่เราเคยวาดเอาไว้ ด้วยการที่คุณไม่ทำมัน

 

 

ขอขอบคุณ  นิตยสาร Hamburger (ปีที่ 1 ฉบับที่ 18) สำหรับภาพประกอบคลิปค่ะ

และสามารถรับชมคลิปทาง youtube ได้ ตอนที่ 1 และตอนที่ 2 หรือดูคลิปทั้งหมดของ SkoolbuzMag's Channel ได้ที่นี่

 

Tags: โย่ง-ก้อย, Yong-Koi, โย่ง อาร์มแชร์, ก้อย saturday saiko, Skool Talk, SkoolMag, Yong-Koi and Friends
Copy

สงวนลิขสิทธิ์ Copy Right

ขออนุญาตก่อนเผยแพร่

Facebook Shared
Twitter Shared
6299
8
12 ก.พ. 2553

5014829 (0)

น่ารักจัง  (1 year 11 month ago)

บอกต่อตอบ

al-infinity (0)

ชอบพี่ 2 คนมากๆๆ พวกพี่เเนวมากๆๆ  (2 year 5 day 31 sec ago)

บอกต่อตอบ

JomKwanZz (0)

เพราะความเข้าใจซึ่งกันและกัน  (2 year 1 month 43 min ago)

บอกต่อตอบ

nyankodudew (0)

น่ารักดีคู่นี้  (2 year 2 month 7 hour ago)

บอกต่อตอบ

Dearyjungz (0)

หวานมากๆ  (2 year 2 month ago)

บอกต่อตอบ

krukook (0)

รักคือรัก  (2 year 2 month ago)

บอกต่อตอบ

krukook (0)

สวัสดีจ้า  (2 year 2 month ago)

บอกต่อตอบ

krukook (0)

อิจฉาจัง  (2 year 2 month 33 min ago)

บอกต่อตอบ
กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น "คลิกเลย"
กำลังดำเนินการ...
จำนวนคนอ่านกระทู้
จำนวนคนตอบกระทู้
วันโพสต์กระทู้
Back To Top
Library l SkoolMag l Community
Follow Skoolbuz
Become a fan
Skoolbuz.com คือเว็บไซต์ด้านการศึกษา ที่จะแชร์ทุกความรู้และช่วยทำให้เรื่องเรียนนั้นง่าย สบาย สนุก ด้วยความเจ๋งของ ห้องสมุดออนไลน์ ที่ใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะหาข้อมูล คลังรายงาน คลังข้อสอบออนไลน์ ทำการบ้าน ทำรายงาน ติวก่อนสอบ ทำแบบทดสอบ ฯลฯ
แต่เพราะความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน.. Skoolbuz.com ยังมี แมกกาซีน ออนไลน์ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเพิ่มพลังความคิดสร้างสรรค์ อุดมไปด้วยสาระและบันเทิง มีเหล่าคนดังและน่าสนใจมาร่วมพูดคุยและตอบคำถามยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนต่อที่ไหน โตขึ้นอยากเป็นอะไร ต้องทำยังไง รวมไปถึงสารพัดปัญหาคาใจวัยรุ่น ..อยากรู้เรื่องอะไร ที่นี่มีคำตอบให้แน่นอน
เรียนๆ เล่นๆ ใช้ชีวิตให้เต็มที่ไปใน Virtual World (โลกเสมือน) และ Social Network ที่หาเพื่อน "ดีๆ" ได้ในสังคมออนไลน์คุณภาพ และสนุกมากๆ! พร้อมลุ้นรางวัลกับกิจกรรมออนไลน์สุดสร้างสรรค์ที่จะมีมาให้มันส์กันตลอด แล้วจะได้รู้ว่าเข้าเว็บไซต์การศึกษาก็เฮฮาได้นะเออ
  • นโยบายส่วนบุคคล