เมื่อได้ยินชื่อ "เส้าหลิน" ทุกคนต้องนึกถึงหนังจีนกำลังภายใน และคงคิดว่าต้องเดินทางไปไกลถึงประเทศจีนถึงจะได้ไปสัมผัสกับสุดยอดศิลปะป้องกันตัว แต่ในปัจจุบันนี้เรามีโอกาสพบกับศิลปะการต่อสู้แบบเส้าหลินได้ง่ายขึ้น เพราะทางประเทศจีนได้แปรศาสตร์การต่อสู้ให้มีการเผยแพร่ไปยังประเทศต่างๆ มากมาย ดังเช่นสถาบันเส้าหลินกังฟูที่พี่ Skoolbuz จะพาทุกคนไปรู้จักกัน
.jpg)
ก่อนที่จะไปรู้จักกับสถาบันแห่งนี้ พี่ Skoolbuz ขอแนะเหล่าซือ (อาจารย์ผู้ฝึกสอน) และน้องเนส นักเรียนจากสถาบันเส้าหลินกังฟู ไทย์แลนด์ ซึ่งแต่ละคนมีความสามารถที่ทำให้ทีมงาน Skoolbuz ตื่นตาตื่นใจกับการโชว์ต่างๆ ที่พวกเขานำมาแสดงให้กับพวกเรา
คลิปบรรยากาศ และการสัมภาษณ์ เต็มๆ คลิกเล้ยยยย


"สวัสดีครับ ผมชื่อ หลิว เก้า เจี๋ยน มาจากวัดเส้าหลินประเทศจีนครับ รุ่น 34 แล้วครับปัจจุบันอยู่ที่เมืองไทย มาเปิดสอนเส้าหลินกังฟูครับสำหรับจุดประสงค์ในการจัดตั้งที่นี้ เริ่มจาก 6 ปีที่แล้วอาจารย์ที่ประเทศจีนมีความต้องการที่จะให้เรามาเปิดโรงเรียนเพื่อเผยแพร่ ศิลปะการต่อสู้เส้าหลินของจีน บางคนเห็นแต่ในหนังไม่เคยฝึกไม่เคยเรียน เราเลยอยากให้คนไทยรู้จักกันให้มากขึ้นครับ สำหรับที่นี่ก็จะมีเหล่าซือที่คอยสอนหลายคน แต่ละคนก็จะมีความถนัดแตกต่างกันไปครับ เหล่าซือที่มาช่วยสอนในวันนี้อีกคนหนึ่งก็คือ Ding Xian Qing คนนี้จะถนัดมวยลิง และมีความสามารถเรื่องการรำได้สวยงามมากด้วยครับ"

และคนสุดท้ายที่เราจะมาพูดคุยถึงการเรียนกังฟูก็คือ น้องเนส ศุภมาศ พงษ์พาคิน ที่อดีตเคยเป็นแชมป์เหรียญทอง วูซู ของประเทศไทย ในงานกีฬาแห่งชาติที่จัดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลกเมื่อสองปีที่่ผ่านมา

" สวัสดีค่ะชื่อ เนส ศุภมาส พงษ์ภาคิน ปัจจุบันเรียนอยู่ที่ มหาวิทยาลัยอัสสัมชันค่ะ ตอนนี้ก็เรียนศิลปะการต่อสู้ด้วยที่ เส้่าหลินกังฟู ไทยแลนด์ค่ะ"
อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เนสตัดสินใจที่มาเรียนจ๊ะ
"อย่างแรกเลยคือเนสชอบทางด้านนี้อยู่แล้วค่ะ เนสเป็นนักกีฬาวูซู มาก่อนก็ชอบเลยลองดูค่ะ พอมาเรียนก็ถูกใจเริ่มต้นที่นี่ก็เรียนก็จะให้นั่งสมาธิก่อนเรียนค่ะ ก็เป็นการฝึกสมาธิไปในตัวด้วย และได้ออกกำลังกาย เวลาเราเรียนมาหนักๆ มาตรงนี้ก็ได้พักผ่อน ผ่อนคลาย รวมไปถึงได้ฝึกภาษาจีนด้วยค่ะ "

ความรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับประวัติอู่ซู่ หรือวูซู
วูซู หรืออู่ซู่ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศจีน ที่มีการสืบทอดกันมาหลายศตวรรษ และยังสามารถรักษาความสมบูรณ์ของศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมของจีนมาจนถึง ปัจจุบัน
หลังจากสถาปนารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว อู่ซู่ได้ถูกบัญญัติเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมระบอบสังคม นิยม และเป็นกิจกรรมเพื่อการบริหารสุขภาพแก่ประชาชนทั่วไป ภายใต้การนำของการกีฬาแห่งชาติและสมาคมอู่ซู่แห่งประ เทศจีน ตามพื้นที่ต่างๆ ของจีน ไม่ว่าจะเป็นระดับมณฑล ระดับจังหวัด หรือเขตอำเภอ แม้แต่เขตปกครองตนเอง ก็ได้มีการจัดตั้งองค์กรหรือสมาคมอู่ซู่ขึ้นอย่างมากมายทั่วทุกหัวละแหง อาทิ สำนักอู่ซู่ สมาพันธ์อู่ซู่ องค์กรเพื่อการค้นคว้าอู่ซู่ และคณะทีมอู่ซู่สมัครเล่นจากโรงเรียนต่างๆ รวมทั้งจุดฝึกสอนวิชาอู่ซู่ตามสถานที่สาธารณะอีกด้วย นับเป็นขบวนการที่พัฒนาโดยเริ่มจากศูนย์เข้าสู่ความสำเร็จที่แพร่ หลายถึงระดับกิจกรรมโดยมวลชนทั่วไปก็มีส่วนร่วม
อู่ซู่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนทางพลศึกษาในระดับโรงเรียนต่างๆ ตามมหาวิทยาลัย และระดับอุดมศึกษาต่างก็จัดตั้งคณะทีมอู่ซู่ขึ้นในระดับวิทยาลัย หรือระดับ ปวช. และปวส. ของจีน รวมทั้งวิทยาลัยพลศึกษาก็ได้ กำหนดวิชาอู่ซู่เข้าไว้ในบทเรียนและกำหนดเป็นวิชาชีพอู่ซู่อีกด้วย ทั้งนี้ได้ให้การศึกษาดูแลทั้งนักศึกษาระดับอนุปริญญา ระดับปริญญาตรี ซึ่งเป็นนักศึกษาที่เลือกเรียนคณะอู่ซู่ศาสตร์โดยเฉพาะ ต่อมาคณะรัฐมนตรีก็ได้บัญญัติให้มีอู่ซู่ระดับปริญญาโทขึ้น ปี 1986 โดยความเห็นชอบของรัฐบาล ก็ได้ให้การสถาปนาสถาบันค้นคว้าวิจัยอู่ซู่ขึ้น เพี่อเป็นองค์กรให้การศึกษาระดับสูงและการศึกษาค้นคว้าวิชาอู่ซู่
เพื่อให้วิชาอู่ซู่ซึ่งเป็นมรดกล้ำค่าทางศิลปวัฒนธรรม ได้รับการสืบทอดและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทางการได้จัดให้มีการสำรวจวิชาอู่ซู่ทั้งหมดภายในขอบเขตทั่วประเทศจีน ผลที่ได้รับคือการค้นพบและสามารถทำความกระจ่างในภาค วิชานี้ได้ดีเยี่ยม และได้อาศัยพื้นฐานจากการค้นพบในครั้งนี้ เป็นที่มาในการจัดเรียบเรียง และตีพิมพ์ลงหนังสือที่ชื่อว่า ประวัติศาสตร์อู่ซู่จีน “ จงกว๋ออู่ซู่สื่อ” 中国武术史 และ วิชาหมัดมวยอาวุธศึกษา "จงกว๋ออู่ซู่เฉวี๋ยนเจี้ยลู่"
รัฐบาลจีน และอีกหลายพื้นที่ในประเทศจีน ต่างก็เคยจัดส่งคณะอู่ซู่ ทีมงาน ผู้ฝึกสอน หรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญไปยังประเทศต่างๆ เพื่อให้สาธิตและแสดงศิลปะอู่ซู่ รวมทั้งจัดให้มีการบรรยายความรู้เกี่ยวกับวิชาอู่ซู่ไปแล้วหลายครั้ง รวมทั้งประเทศไทยก็เช่นกัน
ปัจจุบัน วูซู ได้มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์จากเดิมที่เน้นเพียงด้านการต่อสู้ มาเป็นวัตถุประสงค์เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง , ทักษะในการป้องกันตัว, ระเบียบวินัย, สันทนาการ และการแข่งขัน
ในปี 1985 ณ เมือง " ซีอาน" ได้มีการจัดมหกรรมการแข่งขันอู่ซู่ระดับนานาชาติขึ้นเป็นครั้งแรก และได้จัดตั้งคณะ กรรมการเตรียมการสถาปนาองค์กรอู่ซู่ระดับนานาชาติ (เรียกว่า สหพันธ์อู่ซู่นานาชาติ) ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ในปี 1986 ณ เมืองเทียนจินก็ได้จัดมหกรรมการแข่งขันอู่ซู่นานาชาติขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 ปี 1987 ณ เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น ได้จัดมหกรรมอู่ซู่ระดับเอเชียขึ้นเป็นครั้งแรก และสหพันธ์อู่ซู่แห่งเอเชีย ก็ได้รับการสถาปนาขึ้นในเวลาเดียวกัน ต่อมาในปี 1988 ได้จัดมหกรรมการแข่งขันอู่ซู่ครั้งสำคัญ โดยการแบ่งการแข่งขันเป็น 2 ส่วน โดยเมืองหังโจวเป็นการจัดการแข่งขันอู่ซู่ประเภทเถ้าลู่(ยุทธลีลา) และประเภทสานโส่ว(ประลองยุทธ์) จัดขึ้น ณ เมืองเซินเจิ้น ในการดำเนินการครั้งนี้ การแข่งขันอู่ซู่ประเภทประลองยุทธ์ก็ได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของการ แข่ง ขันในระดับนานาชาติอย่างเป็นทางการ ในปี 1989 ณ เมืองฮ่องกง ก็ได้จัดให้มีการแข่งขันการแข่งขันอู่ซู่ระดับเอเชียขึ้นเป็นครั้งที่ 2 และปี 1990 ณ กรุงปักกิ่ง อู่ซู่ก็ได้รับการบรรจุเข้าเป็นชนิดของการแข่งขันมหกรรมกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 11 ในครั้งนั้นมีประเทศภาคีสมาชิก เข้าร่วมทั้งสิ้นรวม 11 ประเทศ และในปีนี้เองสหพันธ์อู่ซู่นานาชาติก็ได้รับการสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการ
อู่ซู่ไม่เพียงได้รับการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าเฉพาะภายในประเทศจีนเท่านั้น ต่อมาก็ประสบความสำเร็จในการผลัก ดันเข้าสู่ระดับนานาชาติอีกด้วย นับเป็นการบรรลุเป้าหมายในอุดมการณ์เผยแพร่อู่ซู่สู่มวลมนุษย์อย่างแท้จริง
![]()
สำหรับที่นี่สอนเกี่ยวกับอะไรบ้างจ๊ะ
"ที่นี่ก็สอนเกี่ยวกับกระบวนการของกังฟูน่ะค่ะ โดยพื้นฐานที่ต้องเริ่มเรียนเหมือนกันก็เช่นท่านั่งหมาปู้ รวมไปถึงการใช้อาวุธด้วยค่ะ "

" สำหรับเนสนะคะก็เรียนท่าพื้นฐานทุกอย่างหมดไปแล้วค่ะ ตอนนี้ก็เรียนท่ากระบี่อยู่ค่ะ บางคนก็สงสัยว่าการเรียนต่อสู้แบบนี้เป็นยังไง ก็ขออธิบายก่อนว่าการต่อสู้ของเส้าหลินจะเป็นการต่อสู้แบบโชว์ และเป็นการต่อสู้จริงๆ เป็นลักษณะที่เอาแรงคนอื่นมาใช้กับตัวเขาเองค่ะ"
แล้วกติกาของกีฬาชนิดนี้ล่ะจ๊ะ
"ขอเสริมเรื่องกติกานะคะ กีฬาชนิดนี้จะวัดคะแนนจากท่าทางการแข่งขันค่ะ ใช้สายตาจากกรรมการวัดการให้คะแนนค่ะ"
สำหรับคนที่อยากมาเรียนต้องเตรียมพร้อมอะไรมาก่อนบ้าง
"เตรียมใจมาก่อนเลยค่ะ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐาน และเตรียมร่างกายให้พร้อม อย่างที่บอกค่ะว่า ที่นี่จะเริ่มสอนท่าพื้นฐาน นอกเหนือจากหม่าปู้แล้ว ยังมีอีกสี่ท่าด้วยกันค่ะ ที่สำคัญๆ "

"สำหรับน้องๆ ที่เข้ามาเรียน เริ่มต้นเลยคือเค้าก็จะจับให้แยกขาค่ะ และท่านั่งพื้นฐาน และการต่อยการเตะค่ะ เป็นกีฬาที่ผ่อนคลายมากๆ อยากให้ทุกคนสนับสนุนกัน ส่วนเนสตอนนี้คิดแค่อยากเรียนไปเรื่อยๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากทำอะไรที่เราชอบให้เต็มที่ เพราะว่ากีฬาชนิดนี้มันมีหลายส่วนค่ะเยอะมาก
รายละเอียดของวิชาที่สอน
- พื้นฐาน กังฟู ขั้นเริ่มต้น (Kung Fu)
- พื้นฐาน สู่มวยเส้าหลิน (Shaolin Quan)
- การเคลื่อนไหวเบื้องต้น
- การฝึกรูปแบบ ท่าขั้นพื้นฐาน
- มวยวูซู (Sanda)
- ศิลปะการต่อสู้ด้วยมือ
- ศิลปะการป้องกันตัว
การเรียนต่อสู้เราสามารถนำไปใช้อะไรได้บ้างในชีวิตประจำวันบ้าง
"ถ้าพูดถึงสมาธินี้ได้เยอะเลยค่ะ ช่วยเรื่องการทบทวนบทเรียน ช่วนควบคุมอารมณ์ด้วยสำหรับใครที่ใจร้อนนะคะ นอกจากนี้บางทีก็มีคนมาติดต่อให้ไปเป็นสตั๊นท์บ้างก็มีค่ะ แต่น้องๆ หรือเพื่อนๆ หลายๆ คนที่มาเรียนก็เพื่อที่จะต้องการฝึกสมาธิ ต้องการออกกำลังกาย ต้องการผ่อนคลายให้กับตัวเองมากกว่าค่ะ"

พี่ Skoolbuz เห็นมีอาวุธเราเลือกเรียนด้วย
"ใช่ค่ะนอกจากนี้ก็ยังมีอาวุธที่ต้องฝึก มีทั้งอาวุธพลอง แบบในหนังเส้าหลินเลยค่ะ ต่อมาก็คืออาวุธดาบ ทุกคนที่มาเรียนต้องได้เรียนอาวุธเหล่านี้ ต่อมาก็จะเริ่มเลือกอาวุธเรียนได้เองค่ะ "
ฝากถึงชาว Skoolbuz เรื่องการเรียนที่นี่หน่อยจ๊ะว่าให้ประโยชน์อะไรเราบ้าง
"ค่ะการเรียนศิลปะต่อสู้นี้จริงๆ เรียนอะไรก็ได้ที่เราชอบนะคะ ก็จะฝึกสมาธิให้เราได้ทั้งนั้น อีกอย่างผลพลอยได้ที่สำคัญก็คือ ทำให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงค่ะ เดิมเนสเป็นคนสุขภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พอมาเล่นร่างกายก็แข็งแรงขึ้น และเวลาเครียดๆ จากเรื่องอื่นมาเล่นกีฬาชนิดนี้ก็ผ่อนคลาย และมีการเจอผู้คนมากขึ้นด้วยค่ะ และเป็นกีฬาที่อยากจะให้อนุรักษ์กัน อาจจะเป็นกีฬาของประเทศจีน แต่ก็มีคุณค่านะคะ ลองมาเรียนได้ค่ะ "
.jpg)
สำหรับใครที่อยากจะฝึกทักษะความรู้ทางด้านนี้ก็ลองมาติดต่อได้ที่นี่เลยนะจ๊ะ shaolinkungfuthailand
ขอสนับสนุนหนึ่งเสียงสำหรับน้องๆ ที่มีเวลา และอยากนำเวลาว่างมาใช้ให้เกิดประโยชน์จ้าาาา
แผนที่ และเบอร์ติดต่อ เส้าหลินกังฟูไทยแลนด์

ขอขอบคุณ เส้าหลิน กังฟู ไทยแลนด์
.png)

















lovepos13 (0)
เก่งจังเลย (10 month 2 week ago)