หลายๆ คนคงเห็นภาษาอังกฤษเป็นเหมือนยาขมที่กว่าจะท่องคำศัพท์ จำรูปประโยค ท่องแกรมม่าได้ ก็เล่นเอาเหนื่อยใจจนท้อ และเริ่มหมดความสนใจไปเลย แต่จริงๆ แล้วภาษาอังกฤษไม่ยากอย่างที่คิด วันนี้ Skoolbuz พาครูสอนภาษาอังกฤษชื่อดัง “ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ” แห่งสถาบัน Enconcept E-Academy ที่ออกแบบหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษด้วยบทเพลง Memolody ที่เพิ่มความสนุกสนาน สร้างการจดจำให้แก่นักเรียน มาแนะนำถึงเทคนิคการเรียนภาษาอังกฤษยังไงให้เก่ง ไปติดตามจากบทสัมภาษณ์ได้เลยจ้า

สมัยเด็กๆ พี่แนนชอบเรียนวิชาอะไรเป็นพิเศษ
พี่แนนชอบเรียนภาษามาตั้งแต่เด็กๆ เลยค่ะ ก็รักภาษาอังกฤษ แม้จะเรียนไม่ค่อยเก่ง รู้สึกเลยว่าภาษาอังกฤษมันสนุกดีนะ ได้ออกเสียงสำเนียงไฮโซๆ เลียนแบบฝรั่ง แล้วก็จะชอบวิชาสังคม ภาษาไทยด้วย แต่วิชาที่ไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่ ก็จะเป็นพวกคำนวณค่ะ ก็จะแบบมึนๆ นิดนึง
พอเรียนจบพี่แนนเรียนต่อที่ไหน
ตอนแรกพี่แนนเรียนศิลป์คำนวน แล้วตอนอยู่ม.4 ไปสอบเข้าที่ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ก็เปลี่ยนไปเรียนศิลป์-เยอรมัน แล้วตอนม.4 พี่ก็สอบเอ็นทรานซ์ไปเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เลือกคณะนี้ เพราะรู้สึกว่าเราจะได้เก่งๆ อยากเก่งภาษาอังกฤษ ตอนนั้นความฝันคืออยากเป็นล่ามค่ะ
พี่แนนพูดได้กี่ภาษา
ตอนนั้นเรียน เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส แล้วตอนไปเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ ก็ไปเรียนภาษาสเปน แล้วก็มีเรียนอิตาลีด้วย เป็น 5 ภาษา

บางคนเรียนภาษาอังกฤษก็ว่ายากแล้ว แล้วการเรียนภาษาต่างประเทศที่ 3 มันยากกว่าหรือเปล่า
พี่แนนพบว่า ถ้าเราจับทริกในการเรียนภาษาที่ 2 ได้เนี่ย ภาษาที่ 3 4 5 ก็จะง่าย เพราะถ้าเราเข้าใจโครงสร้างการเรียนรู้ภาษา ก็จะไม่ยากเลย แต่จริงๆ แล้วภาษาสเปน อิตาเลียน ฝรั่งเศส จะมาจากรากศัพท์ของภาษาละติน มันเลยมีจุดที่เหมือนกันและเชื่อมโยงกันได้ และกฏเกณฑ์การใช้ก็ตายตัวกว่าภาษาอังกฤษ จริงๆ แล้วภาษาอังกฤษดิ้นได้เยอะกว่า และยากกว่าพวกสเปนซะด้วยซ้ำ กฏเกณฑ์ภาษาสเปนจะแบบเป๊ะๆๆ เลย
แล้วเทคนิคการเรียนภาษาของพี่แนนคืออะไร ช่วยแนะนำหน่อย
พี่แนนเป็นคนที่อาศัยว่าตั้งใจเรียนในห้อง จริงๆ ก็ไม่ใช่คนขยันแบบกลับบ้านจะอ่านหนังสือตลอด แต่จะตั้งใจเรียนในห้องเยอะๆ พยายามตอบคำถามที่อาจารย์ถาม เรานั่งหน้าตั้งแล้วก็ฟังอาจารย์้เลยนะ มันก็ในกระบวนการเรียนรู้ ทำให้เราตื่นตัวอยู่เสมอ เหมือนจะเป็นเด็กดี แต่ไม่ใช่นะ กลับบ้านก็แอบขี้เกียจทำการบ้าน ขี้เกียจอ่านหนังสือ แต่การที่เราตั้งใจเรียนในห้องมันช่วยมากๆ เลย แทบไม่ต้องกลับมาหนักมากๆ ที่บ้าน ทบทวนเล็กๆ น้อยๆ ก็เข้าใจแล้ว แล้วพี่แนนก็จะเน้นเรื่องการทำโจทย์ คือเราไม่ได้อ่านหนังสือเยอะๆ แต่เราเน้นการใช้จริง เป็นการทำโจทย์ ทำข้อสอบเก่าๆ ย้อนหลังแบบว่า 20 พ.ศ. อ่ะค่ะ ทำแบบข้อสอบเอ็นทรานซ์แอดมิชชั่นจบแล้วก็ไปทำข้อสอบ CU-TEP TU-GET TOEFL SAT ไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านการใช้ด้วยตัวเองจริงๆ ค่ะ
การเรียนภาษาอังกฤษ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าพวกไวยากรณ์ คำศัพท์ มันยาก เราควรทำยังไง
มันจำเป็นทั้งคู่ จริงๆ แล้วแกรมม่าก็เป็นรากฐานที่สำคัญที่จะใช้ Structure (สร้าง) ประโยคขึ้นมา เวลาเราจะพูดออกไปเราก็ควรรู้โครงสร้างสักนิดนึงก็ดี ส่วนเรื่องการเขียน ถ้าเรารู้โครงสร้างก็จะเขียนได้ดีขึ้น และถ้าเรารู้คำศัพท์ที่หลากหลาย ก็จะสามารถใช้ในหลากหลายสถานการณ์ได้ ทั้งในการพูดฟังอ่านเขียน แต่ว่าจริงๆ แล้วพี่แนนคิดว่า ต่อให้เรารู้แกรมม่าหรือคำศัพท์ไปแทบตาย แต่ถ้าเราไม่ได้ใช้จริงๆ แบบบูรณาการ มันก็จะไม่มีประโยชน์เลย แล้วเวลาที่เราต้องพูดจริงๆ เขียนจริงๆ เราอย่าไปกลัวที่จะผิด ส่วนใหญ่คนไทยจะกลัวผิดแกรมม่า ผิดคำศัพท์ ผิดสำเนียง สุดท้ายก็เลยไม่ได้ทำ สำคัญที่สุดของการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ คือต้องลงมือทำด้วยตัวเอง Just do it แบบว่าลุยไปเลยแล้วทีนี้เราก็ผิดไม่เป็นไร ถือว่าเป็นการเรียนรู้ อย่าไปคิดว่าเป็นความล้มเหลวค่ะ

แล้วการพูด ฟัง อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษ อันไหนยากสุดสำหรับคนไทย
พี่แนนคิดว่าเด็กไทยฟังกับอ่านพอได้ เพราะอ่านเราฝึกเรียนมากเยอะ ข้อสอบก็จะออกเป็นแนว Reading เยอะ ส่วนการฟังก็พอได้ เพราะว่า 2 ทักษะนี้มันไม่ได้เกิดจากตัวเรา เป็นคนอื่นพูดมาเราก็ฟัง หรือคนอื่นเขียนมาเราก็อ่าน และการฟังง่ายกว่าการอ่านอีก ถ้าฟังบ่อยๆ ทุกวันสักเดือนนึงติดต่อกัน เราจะพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลย อันนี้พี่แนนว่าเป็นส่วนที่พัฒนาได้ง่ายและเร็วที่สุดค่ะ แต่ส่วนที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนาเนี่ย น่าจะเป็นส่วนของการพูดและเขียน เพราะเป็นส่วนที่ต้องgenerate ออกจากตัวเอง และพอถึงเวลาต้องพูดจริงๆ ก็นึกคำไม่ออก นึกโครงสร้างไม่ออก ตื่นเต้น กลัวโน่นกลัวนี่ การพูดอาจจะไม่ชิน แต่การเขียนยิ่งกว่าอีก เพราะการเขียนต้องมีหลักการเขียนให้เหมาะสมกับหลากหลายสถานการณ์ มีเรียงความหลากหลายรูปแบบ ทั้งวิชาการ หรือว่าใช้ในการทำสอบ เรียงความ แสดงความเห็นด้วยไม่เห็นด้วย มันจะซับซ้อนกว่าการพูด เพราะฉะนั้นพี่แนนว่าใช้ระยะเวลาหน่อยก็พัฒนาได้ แต่ว่าไม่มีคำว่ายากเกินไป เราเริ่มจากเสต็ปที่่ง่ายก่อนแล้วค่อยมาส่วนที่มันง่ายน้อยกว่า ก็คือส่วนที่ค่อนข้างยากนั่นเองค่ะ
แล้วเราจะเรียนยังไงให้สนุกขึ้น
ที่เรารู้สึกว่ามันยาก อาจเป็นเพราะเราไม่ได้ลองใช้มันจริงจัง แล้วมันก็จะดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไกลตัว แล้วก็ทำไม่ได้สักที อยากให้ทุกคนเปิดโอกาสกับตัวเอง ให้โอกาสกับภาษาอังกฤษที่จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเรามากขึ้น ที่สำคัญที่สุดเนี่ย เราเพาะความสุขในการเรียน อันนี้จะช่วยได้มากๆ เพราะถ้าเรารู้สึกว่าสนุกกับมันได้ เราก็จะเริ่มรักวิชานั้น ไม่แค่ภาษาอังกฤษ แล้วเราต้องเปลี่ยน mind set เปลี่ยนการวางจิตตั้งจิตของตัวเอง ให้มองในทางที่ว่าภาษาอังกฤษ สนุก พี่แนนก็อยากจะบอกว่า ถ้าพูดไม่ได้หรือใช้ไม่ได้ ก็ร้องเพลงออกไปซะเลย เพลงภาษาอังกฤษเยอะแยะ เริ่มต้นเรียนด้วยการร้องเพลงเนี่ยช่วยได้มากๆ นะ อย่างเพลง way back in to love ที่มีเนื้อร้องว่า I can't make it through without a way back into love. เราก็เอามาใช้พูดกับเขาว่า I can't make it through without your help. แปลว่า ฉันไม่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ถ้าปราศจากการช่วยเหลือจากเธอนะ เราก็เอามาapplyจากการฟังเพลงค่ะ
สื่อการสอนที่พี่แนนมีอยู่ที่เป็นการ์ตูนและเพลง มันจะทำให้ภาษาอังกฤษง่ายขึ้นยังไง
หนังสือการ์ตูนก็เป็นสิ่งที่สนุกนะคะ พี่แนนเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก พี่แนนเลยคิดว่าถ้าเกิดว่าเราเอาหนังสือมาทำให้มันสนุกๆ ก็น่าจะทำให้คนชอบภาษาอังกฤษมากขึ้น ก็เลยทำมาเป็นหนังสือ English Adventure แล้วก็มีอีกเล่มคือ อังกฤษพ้นกรอบ เล่มนี้จะเป็นการสอนภาษาอังกฤษผ่านเทคนิคที่เรียกว่าsing english คือ We don't speak English, We sing English. เราไม่ได้พูดภาษาอังกฤษแต่ว่าเราร้องเป็นเพลง คือบอกว่าการพูดภาษาอังกฤษให้ฝรั่งเข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนกับการที่เราพูดแล้วใส่ท่วงทำนองลงไปด้วย ใส่เมโลดี้เข้าไป แทนที่จะพูดเสียงเรียบๆ มีโน้ตตัวเดียวเหมือนคนไทยทั่วๆ ไป ก็มีเสียงสูงเสียงเสียงต่ำเสียงขึ้นเสียงลง ให้มีเมโลดี้เหมือนกันกับการร้องเพลง
ถ้าเราเรียนในโรงเรียนอย่างเดียวจะพอหรือเปล่า
การเรียนรู้ต่างๆ ของกระทรวงศึกษาก็ดีหรือตามโรงเรียนก็ดี เขามีจุดประสงค์ให้เราปูเป็นพื้นไว้ แต่ที่สำคัญมากพอกันๆ คือการเรียนรู้นอกตำรา จริงๆ แล้วชีวิตของเราก็คือการเรียนรู้นอกตำราทั้งสิ้นนะ พี่แนนเคยแต่งเพลงชื่อ ตำราใบไม้ บอกว่า "ทุกถิ่นสายลมถึง ทุกแห่งลำน้ำไหล หากว่าเธอสนใจ ทุกแห่งหนจะสอนเธอทุกอย่าง" เป็นคล้ายๆ ตำราเรื่องราวถ้อยคำผู้คนมากมายเป็นดังตำราใบไม้ คือไม่อยากให้ยึดติดคำว่าต้องเรียนเฉพาะในห้องเท่านั้น โลกเราเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก บางทีหลักสูตรยังพัฒนาแทบไม่ทันเลย แล้วถ้าเราอยากจะรู้ เราต้องออกไปหาความจริงข้างนอก อย่างตอนพี่แนนเรียนก็ต้องไปนอกตำรา ไปที่ถนนข้าวสาร เพื่อจะไปคุยกับฝรั่งจริงๆ ตัวเป็นๆ ถึงจะได้รู้ ไม่ใช่รอจากครูอย่างเดียว เราต้องพยายามที่จะเป็น active learner หรือว่าผู้เรียนที่กระตือรือร้น แล้วก็ขวนขวายหาสิ่งใหม่ๆ ทั้งนอกตำราและในตำรา

พี่แนนช่วยเล่าประสบการณ์ที่ออกไปทดลองใช้ภาษาอังกฤษข้างนอกสมัยเรียนให้ฟังหน่อย
พี่แนนเคยลองตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี1 ตอนนั้นก็ adventure มากๆ เลย คือเราหาฝรั่งคุยไม่ได้ เราก็บอกกับเพื่อนว่าวันนี้เราจะพูดภาษาอังกฤษกันทั้งวัน ก็ปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยว ก็คือใส่ชุดธรรมดาเนี่ยแหละ แล้วก็ไปพัทยากัน และกฎคือห้ามพูดภาษาไทยเลย คนขายต่างๆ ก็คิดว่าเป็นพวกเกาหลี ญี่ปุ่น จีน มาเที่ยว แต่มันดีนะ มันทำให้เราพยายามที่จะคิดเป็นภาษาอังกฤษตลอดเวลา พอตอนหลังๆ เพื่อนๆ ก็ตั้งเป็น English speaking day ทุกวันศุกร์ค่ะ เราจะพูดภาษาอังกฤษกันกับ ช่วงแรกๆ ก็แบบว่าเขินๆ นะ แต่ใครพูดภาษาไทยก็ต้องโดนปรับ ก็จะมีคนหลุดพูดภาษาไทยออกมา ไม่ยอมพูด ขี้เกียจพูด เพราะคิดไม่ออก พี่แนนเองก็ไม่ยอม ก็ต้องปรับค่ะ จะสื่อยังไงก็ได้ ภาษาใบ้อธิบายจนรู้เรื่อง หรือเพื่อนๆ ก็จะทำความเข้าใจกับเขาว่าต้องการจะพูดว่าอะไร
เวลาเราพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่ง ก็กลัวเรื่องสำเนียง (accent) เราจะทำยังไง
ต้องทลายกำแพงแห่งความกลัวไปให้ได้ ซึ่งคนไทยจะกลัวผิด 3 อย่าง ผิดสำเนียง ผิด grammar (ไวยกรณ์) ผิด Vocab (คำศัพท์) แล้วการมีสำเนียงที่แตกต่างจาก native (เจ้าของภาษา) ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แล้วไม่ใช่เรื่องผิดด้วย เพราะเราอยู่ใน global village อยู่ในหมู่บ้านโลกยุคโลกาภิวัฒน์ อย่าไปคิดว่าสำเนียงฟิลิปปินส์ด้อยกว่าสำเนียงไทย อย่าไปคิดว่าสำเนียงไทยดีกว่าสำเนียงญีปุ่น อย่าไปคิดว่าสำเนียงญีปุ่นแย่กว่าสำเนียงจีน อย่าไปคิดว่าอเมริกันด้อยกว่าอังกฤษ เพราะขนาดภาษาอังกฤษที่พูดโดยคนอเมริกัน-ออสเตรเลีย และประเทศอังกฤษเองก็ยังไม่เหมือนกัน แล้วคนอังกฤษในลอนดอนกับอังกฤษตอนใต้ก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจะไปอายสำเนียงเราทำไม คิดซะว่าเป็นการร้องเพลง ถ้าเรามองว่าการพูดภาษาอังกฤษเหมือนกับการร้องเพลง เราจะเห็นอะไรมากกว่าที่เราเห็นทุกวันนี้ เปิดใจแล้วคิดว่าที่คนพูดมาเหมือนมีตัวโน้ตขึ้นสูงขึ้นต่ำ แล้วเราก็จะจับสำเนียงได้ว่า เอ๊ะ จริงๆแล้วเนี้ยการพูดภาษาอังกฤษก็แค่ใส่เมโลดี้ลงไป แค่นี้ก็จะใกล้เคียงฝรั่งมากขึ้น ทีนี้เราก็ไม่ต้องไปอายว่าเพลงของเราจะไม่เหมือนเพลงเค้า เพราะทุกคนมีเมโลดี้เป็นของตัวเอง มีเพลงเป็นของตัวเอง มีท่วงทำนองเป็นของตัวเองได้
ทราบว่าพี่แนนไปชอบไปปฏิบัติธรรมด้วย สมาธิมีส่วนช่วยในการดำเนินชีวิต และการเรียนยังไง
สมาธิเป็นส่วนสำคัญมากที่ทำให้พี่มีวันนี้ คนเรามักคิดว่าการนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด แต่ไม่รู้ว่าเคยเป็นหรือเปล่าเวลาที่นอนหลับไปแล้วเหมือนหลับไม่สนิท มีความคิดวิ่งตลอดเวลาในหัว ฝันนู้นฝันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าพักแต่กาย จิตยังไม่ได้พัก การพักจิตที่ดีที่สุดแล้วทำให้จิตมีคุณภาพในการที่จะทำการงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงไป คือการทำให้จิตนิ่ง มันจะแตกต่างจากการทำให้กายแข็งแรง ถ้ากายแข็งแรงต้องเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย อย่างงี้จะฟิต ถ้าจิตจะฟิต จิตต้องอยู่กับที่ แต่จิตเราไม่เคยจิตนิ่งมาก่อน แส่ส่ายออกไปรับอารมณ์ต่างๆ ตลอดเวลา เดี๋ยวมีอารมณ์นั้นอารมณ์นี้ ดีใจ เสียใจ เศร้า เบื่อ เซ็ง กลัว วี๊ดว๊ายกระตู้วู้ ร่าเริง ทั้งวัน ถ้าเราฝึกสมาธิทำให้จิตเหมือนได้ชาร์ตแบตเตอรี่ ก็จะเป็นการพักผ่อนที่แท้จริงทั้งกายและจิต บางครั้งพี่พบว่าพี่นั่งสมาธิแค่ 15 นาที ครึ่งชั่วโมง มันยิ่งกว่านอน 8 ชั่วโมงอีกนะ
ฝากอะไรถึงน้องๆ
อยากจะเน้นอีกครั้งนึงว่า Don't be afraid to make mistakes, because we've learned from them. อย่าไปกลัวที่จะผิด เราเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด อย่าไปคิดว่าเป็นความล้มเหลว คิดว่าเป็นสิ่งที่แน่นอนในการเรียนรู้บางอย่าง ผิดไม่ได้เป็นความน่าอับอายหรือความล้มเหลว มันเป็นกระบวนการเรียนรู้หนึ่งเสต็ป ที่ทำให้เราเก่งขึ้น แล้วถ้าเรายอมรับมันพอผิดบ่อยๆ แล้วก็ชินเองล่ะค่ะ ก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่แย่หรือว่าน่าอายเลย พี่แนนก็เป็นกำลังใจให้กับทุกๆ คน กล้าลอง กล้าผิด แล้วก็นำภาษาอังกฤษมาใช้จริงๆ พี่แนนเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ๆ ค่ะ

ขอขอบคุณ ครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ , Enconcept E-Academy และ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) สำหรับสถานที่ถ่ายทำ
และสามารถรับชมคลิปทาง youtube ได้ที่นี่ หรือดูคลิปทั้งหมดของ SkoolbuzMag's Channel ได้ที่นี่

















DAO1 (0)
ช่ายๆๆ ครูพี่แนน สอนดีมากๆๆเลย ใจดีด้วย แถมยังมีมุกฮาตลอด เรียนแล้วไม่เครียดอ่ะ (1 year 10 month ago)